ก.พ.ร. ขันน็อตระบบราชการ รับเวิลด์แบงก์ประเมิน B-READY ปีนี้

26 ม.ค. 2569 | 03:11 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ม.ค. 2569 | 03:16 น.

ก.พ.ร.นัดประชุมเตรียมพร้อมแผนการขับเคลื่อนระบบราชการ รับเวิลด์แบงก์ประกาศผลการประเมิน B-READY ประเทศไทย ปี 2569 นี้ เร่งขจัดอุปสรรคธุรกิจ ปรับแก้กฎหมายสำคัญ

KEY

POINTS

  • ก.พ.ร. เร่งรัดการพัฒนาระบบราชการเพื่อเตรียมพร้อมรับการประเมินสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (B-READY) จากธนาคารโลก ซึ่งจะประกาศผลอย่างเป็นทางการในปี 2569
  • การปรับปรุงมุ่งเน้นในหลายด้านสำคัญ เช่น ด้านการแข่งขันทางการตลาด โดยแก้ไข พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้าและพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างดิจิทัล และด้านการล้มละลาย โดยผลักดันร่างกฎหมายฟื้นฟูกิจการสำหรับ SME
  • มีการผลักดันมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มความสะดวกและโปร่งใสให้ภาคธุรกิจ เช่น การพัฒนาระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) การปรับปรุงกระบวนการควบรวมกิจการ และการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ที่ประชุมการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนระบบราชการเพื่ออนาคต (อ.ก.พ.ร.) ได้รับทราบความก้าวหน้าและแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทางการประเมิน Business Ready (B-READY) ของธนาคารโลก ซึ่งจะประกาศผลการประเมินสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี 2569

สำหรับความก้าวหน้าและแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทางการประเมิน B-READY แบ่งเป็น ด้านการแข่งขันทางการตลาด (Market Competition) มีผู้แทนจาก 5 หน่วยงานเข้าร่วมนำเสนอ ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กรมบัญชีกลาง กรมทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

โดยความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ล่าสุดสำนักงาน กขค. อยู่ระหว่างเสนอแก้ไขปรับปรุง พรบ.การแข่งขันทางการค้า ประเด็น อำนาจในการกำหนดมาตรลดหย่อนโทษ และปรับปรุงกระบวนการการขออนุญาตในการรวมธุรกิ ขณะที่กรมบัญชีกลางมีการพัฒนาระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสู่ Digital Procurement ครบวงจร และเพิ่มเติมการบูรณาการมิติความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และความเสมอภาคทางเพศ

ส่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญามีแพลตฟอร์มและระบบออนไลน์หลากหลาย เช่น IP Mart ฐานข้อมูลสืบค้น IP, AI Chatbot ช่วยเพิ่มความสะดวก โปร่งใส และการเข้าถึงของภาคธุรกิจ ด้าน สคร. มีกรอบกฎหมายด้านรัฐวิสาหกิจมีความชัดเจนและมีระบบติดตามประเมินผลรัฐวิสาหกิจเป็นประจำเพื่อคงความเป็นธรรมในการแข่งขันกับเอกชน

ขณะที่ สอวช. มีมาตรการในการใช้กลไกให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งบริษัท Spin-off เพื่อต่อยอดงานวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งทั้งหมด 11 บริษัท

ส่วนด้านการล้มละลายทางธุรกิจ (Business Insolvency) มีผู้แทนจากกรมบังคับคดีร่วมนำเสนอความก้าวหน้าว่า อยู่ระหว่างผลักดันร่างกฎหมายล้มละลายที่เพิ่มกระบวนการฟื้นฟูกิจการแบบพิเศษสำหรับ SME และบุคคลธรรมดาเข้ามาฟื้นฟูได้ และปรับเรื่องระยะเวลาการพักชำระหนี้ให้เร็วขึ้น

พร้อมทั้งพัฒนาบริการอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบ e-Filing การตรวจสอบสถานะคดี ยื่นคำร้องและคำขอรับชำระหนี้ออนไลน์ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ตามที่ประชุมมีความได้เน้นย้ำเรื่องการมีขั้นตอนที่รวดเร็วขึ้นสำหรับกระบวนการควบรวมกิจการ (Merger Control) รวมทั้งในประเด็นเรื่องส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศและความยั่งยืน โดยควรมีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการหญิง และประกาศใช้มาตรการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement)

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตสำหรับพิจารณารวมการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเป็นฉบับเดียว (Omnibus Law) เพื่อให้การผลักดันรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังเช่นกรณีของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

รายงานข่าว ระบุว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนตามผลการประเมินตนเองในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการประกอบธุรกิจตามแนวทาง B-READY ของธนาคารโลก โดยฝ่ายเลขานุการฯ ได้นำเสนอประเด็นที่ต้องขับเคลื่อนของทั้ง 10 ด้านพร้อมจำลองคะแนนรวมของประเทศไทย และนำมาจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนโดยคัดเลือกจากประเด็นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อนำมาดำเนินการขับเคลื่อนภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ส่วนการดำเนินการต่อไป จะรวบรวมรายชื่อกฎหมายของทั้ง 10 ด้านที่อยู่ระหว่างการผลักดันให้เป็นไปตามแนวทางการประเมิน B-READY พร้อมทั้งวิเคราะห์ช่องว่างของรายด้าน จุดอ่อนที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ และไปนำเสนอความก้าวหน้าของการดำเนินการและแนวทางการขับเคลื่อนของทั้ง 10 ด้าน ให้ ก.พ.ร. ทราบต่อไป