

การประเมินนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้งยังคงเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในมิติของภาระงบประมาณและผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
ล่าสุดสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้วิเคราะห์นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีจำนวนเพียง 8 นโยบาย ใช้วงเงินรวม 148,000 ล้านบาท ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายพรรคการเมือง
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงโครงสร้างพบว่า มีนโยบายสำคัญบางส่วนที่ยังต้องพิจารณาความเหมาะสมและผลกระทบในระยะยาวอย่างรอบคอบ
ในจำนวนนี้ มี 4 นโยบายที่ใช้งบประมาณเกิน 10,000 ล้านบาทต่อปี ได้แก่
โดยแหล่งเงินส่วนใหญ่มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีและการเกลี่ยงบประมาณจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
คณะผู้วิจัยของ TDRI เห็นว่า นโยบายบางส่วนมีความเหมาะสมและควรผลักดันให้เกิดประสิทธิผล โดยเฉพาะแนวคิด “รัฐมนตรีมืออาชีพ” ซึ่งแม้ไม่ใช่นโยบายใช้งบประมาณ แต่ช่วยสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองใหม่ให้ประชาชนรับรู้ทีมบริหารล่วงหน้า
ขณะที่นโยบาย “พยาบาลอาสา” ถูกมองว่า สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย และสามารถสร้างงานในระดับชุมชนได้จริง หากมีระบบฝึกอบรมและคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม TDRI ตั้งข้อสังเกตว่าการนำงบจากกองทุนผู้สูงอายุหรือ สปสช. มาใช้ อาจกระทบต่อระบบงบประมาณเดิมที่มีข้อจำกัดอยู่แล้ว
อีกประเด็นที่ถูกมองว่าเหมาะสม คือ การไม่เดินหน้าต่อนโยบายแลนด์บริดจ์ ซึ่งเคยเป็นนโยบายหลักในการเลือกตั้งปี 2566 โดยผลการศึกษาจากหน่วยงานวิชาการชี้ว่าโครงการดังกล่าวมีความคุ้มค่าทางการเงินต่ำและให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจไม่สูงเมื่อเทียบกับต้นทุนการลงทุน
อย่างไรก็ตาม TDRI ระบุว่า นโยบายบางส่วนมีความเสี่ยงและควรทบทวน โดยเฉพาะนโยบายทหารอาสา 100,000 คน แม้แนวคิดการลดการเกณฑ์ทหารจะได้รับการสนับสนุนในเชิงหลักการ แต่จำนวนกำลังพลและระดับรายได้ที่เสนออาจดึงแรงงานออกจากตลาดแรงงาน เนื่องจากรายได้และสวัสดิการอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือสูงกว่าตลาดแรงงานทั่วไป ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มภาระงบประมาณของรัฐในระยะยาว
ขณะที่นโยบายค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท ถูกประเมินว่า ใช้งบประมาณต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้าในระบบสูงกว่าราคาที่ใช้คำนวณ โดยภาระทางการคลังอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งการอุดหนุนแบบถ้วนหน้าอาจทำให้กลุ่มรายได้สูงได้รับประโยชน์โดยไม่จำเป็น และลดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน
ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส แม้ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจได้ ขณะที่การเพิ่มทักษะให้ผู้ประกอบการยังขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจน ด้านนโยบายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแม้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่หากระบบการผ่อนชำระไม่มีประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ข้อเสนอการสร้างกำแพงชายแดน แม้มีเป้าหมายด้านความมั่นคง แต่ยังมีความเสี่ยงต่อความขัดแย้งในพื้นที่พิพาท และอาจกระทบต่อการค้าชายแดนและการเคลื่อนย้ายของประชาชนตามปกติ ซึ่งเป็นอีกมิติที่ต้องพิจารณาในเชิงเศรษฐกิจควบคู่ไปกับด้านความมั่นคง
ภาพรวมการประเมินของ TDRI สะท้อนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยมีทั้งส่วนที่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้างและส่วนที่ยังต้องปรับสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่ในการออกแบบนโยบายให้สอดคล้องกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงต่อจากนี้