

KEY
POINTS
ท่ามกลางการแข่งขันเสนอนโยบายภาคเกษตรของพรรคการเมือง ทีดีอาร์ไอออกโรงเตือนผลกระทบเชิงโครงสร้างชี้ชัดนโยบายที่มุ่ง “อุ้มรายได้ระยะสั้น” อาจซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ผลิตภาพต่ำ และความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่หลายพรรคการเมืองเสนอนโยบายอุดหนุนเกษตรกรผ่านโครงการ “ประกันราคา–ประกันกำไร” ว่า แม้นโยบายดังกล่าวจะช่วยลดความเดือดร้อนของเกษตรกรในช่วงที่ราคาผลผลิตตกต่ำ และเป็นมาตรการที่ประเทศต่าง ๆ ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ผลการศึกษาของสถาบันนโยบายอาหารนานาชาติสะท้อนชัดว่า นโยบายลักษณะนี้ก่อให้เกิดการบิดเบือนการใช้ทรัพยากร สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น
โดยในบริบทของประเทศไทย ภายหลังรัฐบาลใช้นโยบายประกันรายได้หรือจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อลดต้นทุนการผลิต พบว่าเกษตรกรที่มีที่ดินขนาดใหญ่มีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรมเพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนมากขึ้น ด้วยการแบ่งแยกครัวเรือนออกเป็นหลายครัวเรือน เช่น หากรัฐกำหนดเพดานการอุดหนุนไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน แต่เกษตรกรถือครองที่ดิน 60 ไร่ ก็อาจแยกเป็น 2–3 ครัวเรือน เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิอุดหนุนเพิ่มเติมได้
รศ.ดร.นิพนธ์ ระบุว่า นโยบายประกันราคาและการอุดหนุนในลักษณะดังกล่าว ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เนื่องจากเมื่อเกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่รัฐประกันไว้ หรือได้รับเงินอุดหนุนต่อไร่ จะขาดแรงจูงใจในการลดต้นทุนหรือเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ส่งผลให้ผลิตภาพการผลิตของพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง และยางพารา
ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับทิศทางนโยบายอุดหนุนภาคเกษตรไปสู่รูปแบบใหม่ ที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อการทำเกษตรอย่างยั่งยืนและมั่นคง ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลิตภาพ และการสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบอาหาร ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่รัฐบาลหลายประเทศเริ่มดำเนินการ โดยเปลี่ยนมาใช้นโยบายอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข เปิดโอกาสให้เกษตรกรเลือกแนวทางตามศักยภาพของตนเอง พร้อมทั้งให้รัฐเน้นการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็น รวมถึงการสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการปรับโครงสร้างการผลิตของเกษตรกรอย่างจริงจัง
ในส่วนของนโยบายช่วยลดต้นทุนการผลิต เช่น การแจกปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ กล้ายาง เครื่องจักรการเกษตร หรือการจำหน่ายปัจจัยการผลิตในราคาต่ำกว่าตลาด รศ.ดร.นิพนธ์ มองว่า เป็นนโยบายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการทุจริต ดังที่เคยเกิดขึ้นในกรณีการจัดซื้อกล้ายาง 90 ล้านต้น เมื่อปี 2547 ซึ่งแม้ศาลฎีกาจะยกฟ้องในที่สุด แต่ภาครัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เอกชนกว่า 300 ล้านบาท นอกจากนี้ เกษตรกรยังอาจได้รับปัจจัยการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นและสภาพพื้นที่จริง
นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI อ้างอิงผลการศึกษาของธนาคารโลกที่เปรียบเทียบราคาปัจจัยการผลิตในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง พบว่าเกษตรกรไทยสามารถซื้อปัจจัยการผลิตในราคาที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันค่อนข้างสูง รัฐจึงไม่ควรแทรกแซงตลาดโดยตรง แต่ควรใช้นโยบายอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดปุ๋ยของไทยยังถูกครอบงำโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่กี่ราย นโยบายสำคัญของรัฐบาลจึงควรมุ่งไปที่การป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดของผู้ผลิตรายใหญ่
สำหรับนโยบายแจกโฉนดที่ดินให้ผู้ถือครองที่ดิน ส.ป.ก. รศ.ดร.นิพนธ์ เห็นว่า พรรคการเมืองที่เสนอนโยบายต้องตอบคำถามของสังคมให้ชัดเจนว่า จะป้องกันไม่ให้ที่ดินของรัฐตกไปอยู่ในมือของนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นได้อย่างไร พร้อมชี้ว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศที่จัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนจำนวนมากถึง 35–36 ล้านไร่ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินได้
ข้อมูลเชิงประจักษ์จากงานวิจัยต่าง ๆ พบว่า เกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดินจากรัฐมีรายได้จากการเกษตรต่ำมาก จนไม่เพียงพอต่อการยังชีพ เนื่องจากอาชีพเกษตรกรรมไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้อีกต่อไป ดังนั้น พรรคการเมืองทุกพรรคควรให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะและอาชีพนอกภาคการเกษตรให้กับประชาชนในชนบทควบคู่กันไป
ในประเด็นการบริหารจัดการน้ำ รศ.ดร.นิพนธ์ ระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในหลายพื้นที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ที่ดินอย่างไร้การควบคุม โดยเฉพาะการขยายพื้นที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานที่ขวางทางน้ำ แต่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังคงเน้นการลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากจะไม่คุ้มค่าแล้ว ยังสร้างปัญหาการเวนคืนที่ดินและข้อพิพาทกับประชาชนจำนวนมาก
ทั้งนี้ เสนอให้ใช้แนวทางการจัดการน้ำโดยชุมชน ที่อาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาควิชาการ และประชาชน ตั้งแต่การออกแบบโครงการ การร่วมลงทุน และการบริหารจัดการในระดับลุ่มน้ำย่อย พร้อมย้ำว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องยกเครื่องระบบบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การรับมือ การฟื้นฟู และการลดความเสี่ยงในระยะยาว