

ในโลกดิจิทัลที่ความสัมพันธ์เริ่มต้นได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว “ความรัก” กลายเป็นพื้นที่ใหม่ของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่รัฐไม่อาจมองข้าม Romance scam หรือการหลอกลวงด้วยความรัก ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมรายบุคคล แต่กำลังพัฒนาเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ ระบบการเงิน และความเชื่อมั่นในสังคมดิจิทัล
อัชราภรณ์ อริยสุนทร นักวิจัยด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)ระบุว่า ข้อมูลจาก Federal Trade Commission (FTC) ระบุว่า ระหว่างปี 2017–2020 ประชาชนทั่วโลกสูญเงินจาก Romance scam มากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในปี 2023 มูลค่าความเสียหายยังสูงถึง 1.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นความเสียหายเฉลี่ยต่อรายที่สูงที่สุดในบรรดาการหลอกลวงออนไลน์
สถานการณ์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเดียวกัน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ระหว่างปี 2565–2567 มีคดี Romance scam มากกว่า 5,164 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1.6 พันล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงจำนวนและความซับซ้อนของรูปแบบอาชญากรรม
ความแตกต่างสำคัญของ Romance scam เมื่อเทียบกับการฉ้อโกงรูปแบบอื่น คือ เหยื่อจำนวนมากไม่ได้ให้ทรัพย์สินโดยมีความคาดหวังผลตอบแทนที่ชัดเจน แต่ให้ไปภายใต้ความสัมพันธ์และความผูกพันทางอารมณ์
ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “การให้โดยเสน่หา” กับ “การถูกหลอกลวง” อยู่ในพื้นที่สีเทาทางกฎหมาย ส่งผลให้การพิสูจน์เจตนาฉ้อโกงทำได้ยาก และกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของกระบวนการยุติธรรม
ในช่วงหลัง Romance scam ยังพัฒนาไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น คือ Hybrid scam หรือ “รักหลอกลงทุน” ซึ่งเริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์ก่อนนำไปสู่การชักชวนลงทุนในแพลตฟอร์มปลอมหรือสินทรัพย์ที่ไม่มีอยู่จริง
รูปแบบดังกล่าวทำให้ความเสียหายขยายตัวในระดับสูง และสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมเชิงสังคม แต่เป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวม
อีกประเด็นสำคัญที่ทำให้ปัญหานี้ถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง คือ ผู้เสียหายจำนวนมากไม่แจ้งความ ด้วยความอับอายหรือความเชื่อว่าไม่สามารถติดตามผู้กระทำผิดได้ ส่งผลให้รัฐขาดฐานข้อมูลในการวิเคราะห์รูปแบบอาชญากรรม และทำให้เครือข่ายอาชญากรรมสามารถก่อเหตุซ้ำได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ถูกบันทึกในระบบ
แม้ประเทศไทยจะมีความพยายามยกระดับการรับมือผ่านการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และการบังคับใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ซึ่งเปิดช่องให้ระงับธุรกรรมต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วขึ้น
ลักษณะเฉพาะของ Romance scam ที่อาศัยความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือ ทำให้กลไกที่เน้นการติดตามธุรกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
ในเชิงนโยบาย รัฐจำเป็นต้องขยับจากการแก้ปัญหาปลายเหตุไปสู่การออกแบบระบบป้องกันตั้งแต่ต้นทาง
Romance scam จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความรักที่ผิดพลาด แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยังขาดโครงสร้างการคุ้มครองที่สอดรับกับพฤติกรรมมนุษย์ หากรัฐสามารถออกแบบสภาพแวดล้อมที่ทำให้ความไว้ใจไม่กลายเป็นต้นทุนของอาชญากรรมได้
ความปลอดภัยในโลกดิจิทัลก็จะไม่ใช่เพียงหน้าที่ของผู้ใช้งาน แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมของทั้งระบบเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะ