KEY
POINTS
พลันที่พรรคเพื่อไทย ประกาศนโยบายหาเสียงโค้งสุดท้ายด้วยการออกแคมเปญ “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” มอบเงินรางวัลคนละ 1 ล้านบาท โอนตรงเข้าบัญชีทุกวันไม่เว้นวันหยุด โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ซื้อสินค้าและบริการทุกประเภทและมีใบเสร็จรับเงิน เข้าร่วมลุ้นรางวัลจากการสุ่มเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท และอีก 4 รางวัลจากกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ เกษตรกร ผู้สูงอายุ อาสาสมัครเพื่อสังคม เช่น อสม. ชรบ. กู้ภัย ทหารผ่านศึก และผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้
ต่อเรื่องดังกล่าว ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ให้ความเห็นว่า หากพิจารณาในมิติการคลัง นโยบายดังกล่าวใช้งบประมาณเพียงประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับวงเงินงบประมาณสำหรับนโยบายอิสระของรัฐบาลที่มักอยู่ในช่วงปีละ 1–2 แสนล้านบาท หรือเมื่อเทียบกับรายจ่ายภาครัฐที่เป็นอิสระทั้งหมดซึ่งมีมูลค่าสูงถึงราว 1.5 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องขนาดงบประมาณ แต่เป็นหลักการทางการคลัง เนื่องจากเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินฟรี หากไม่มาจากภาษีของประชาชน ก็เป็นการนำเงินจากอนาคตมาใช้
“ไม่ว่าจะใช้งบประมาณกี่บาทกี่สตางค์ พรรคการเมืองควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะเงินทุกบาทมีต้นทุนทางสังคม”
สำหรับในมุมเศรษฐกิจ ดร.นณริฏมองว่า ด้วยขนาดโครงการที่ค่อนข้างเล็ก ผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ย่อมจำกัดตามไปด้วย เมื่อเทียบกับโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ใช้งบประมาณกว่า 25,000 ล้านบาท และกระจายเม็ดเงินไปยังประชาชนประมาณ 10 ล้านคนทั่วประเทศอย่างทั่วถึง
ขณะที่โครงการลุ้นรางวัลแจกเงินเพียงวันละ 9 คน หรือปีละประมาณ 3,000–4,000 คน ส่งผลให้เม็ดเงินกระจุกตัวอยู่ในคนเพียงบางกลุ่ม ไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
แม้ผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับเงินจะมีแนวโน้มการบริโภคสูง (Marginal Propensity to Consume: MPC) แต่ด้วยจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ที่จำกัด ทำให้ประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจและระดับการเข้าถึง (Penetration) ต่ำกว่าโครงการคนละครึ่ง ซึ่งในอดีตสามารถดึงร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบได้มากถึง 1 ล้านร้าน
ดร.นณริฏ กล่าวอีกว่า หากเป้าหมายหลักของนโยบายคือการดึงเงินนอกระบบและผู้ประกอบการให้เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของรัฐ รัฐควรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการโดยตรง มากกว่าการใช้มาตรการลุ้นรางวัล โดยควรผลักดันสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ส่งเสริมการทำธุรกรรมผ่านการโอนเงินทางมือถือและบัญชีธนาคารอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ทุกธุรกรรมมีความโปร่งใส รัฐสามารถตรวจสอบรายได้และจัดเก็บภาษีได้ง่ายขึ้น รวมถึงลดการหลีกเลี่ยงภาษีในกลุ่ม SMEs และธุรกิจที่พึ่งพาเงินสด
นอกจากนี้ หากระบบการเงินอยู่ในรูปแบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ รัฐจะไม่ยอมรับเงินฝากจำนวนมากที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาเงินนอกระบบและคอร์รัปชันค่อย ๆ ลดลง ตัวอย่างเช่น ประเทศจีนที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสด ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่ประชาชนคุ้นเคยกับการใช้ระบบ PromptPay อยู่แล้ว
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ระบุว่า พรรคการเมืองต่างๆมุ่งเอาชนะด้วยการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นโยบายประชานิยมของบางพรรคการเมืองที่มุ่งแจกเงิน หรือเสนอสวัสดิการที่เกินฐานะทางการคลังรองรับได้ อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะอย่างมากหากดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้ และอาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดานในปลายปีนี้ได้ต้องขยับเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 70% เป็น 80% เมื่อต้องจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ได้
การดำเนินการดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือได้ การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือจะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมสูงขึ้น รัฐบาลใหม่ต้องเน้นกรอบความยั่งยืนทางการคลัง บริหารงบมีประสิทธิภาพเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงฐานะทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับประชานิยมของพรรคการเมืองไทยนั้นมีความหลากหลายสามารถนำไปหลอมรวมกับอุดมการณ์หลากหลายได้ ประชานิยมในฐานะอุดมการณ์จึงมีแก่นสารบางเบา(thin-centered ideology) ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในทางเศรษฐกิจและสังคมในหลายประเทศรวมทั้งไทยเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดการขยายตัวของนโยบายและแนวทางทางการเมืองแบบประชานิยมได้
ประชานิยมอาจช่วยบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้าได้บ้างแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างได้