

KEY
POINTS
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคภูมิใจไทย โดยชูยุทธศาสตร์ “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” เป็นกลไกหลักในการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี หลังบทบาทของไทยในเวทีสากลลดลงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกลับมาอยู่ใน “เรดาร์โลก” อีกครั้ง ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการใช้เครือข่ายทางการทูตที่มีอยู่ทั่วโลกให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขยายตลาดการค้า การลงทุน และโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจไทย
จากเส้นทางนักการทูตอาชีพ นายสีหศักดิ์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นชีวิตในฐานะลูกหลานนักการทูตจากครอบครัวชาวนา ซึ่งได้รับโอกาสจากสังคมจนก้าวขึ้นมารับภารกิจระดับประเทศ พร้อมยืนยันว่าการทำงานทุกตำแหน่งที่ผ่านมา ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง และต้องการเห็นการเมืองไทยก้าวสู่มาตรฐานใหม่ ที่บริหารงานโดยมืออาชีพ มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบประเมินผลงานหรือ KPI
ชูผลงาน 4 เดือน พลิกเกมความขัดแย้งไทย–กัมพูชา
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา นับเป็นบทพิสูจน์การทำงานที่เข้มข้น โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกของการเข้ารับตำแหน่ง ภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณเพียงหนึ่งวัน เขาได้เดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UN) ณ กรุงนิวยอร์ก เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก หลังฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าไทยเป็นผู้รุกราน
การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทของไทยจากการตั้งรับ มาเป็นการรุกเชิงการทูต ใช้ข้อเท็จจริงและหลักฐานเข้าสู้ในเวทีโลก จนนำไปสู่กระบวนการเจรจาหยุดยิง และสร้างความเข้าใจต่อประชาคมนานาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงในภูมิภาค
นายสีหศักดิ์ระบุว่า ไทยได้เสนอทางเลือกให้กัมพูชา 2 แนวทาง ได้แก่ เส้นทางแห่งความขัดแย้ง หรือเส้นทางแห่งสันติภาพและความร่วมมือ โดยไทยพร้อมยืนหยัดบนหลัก “รั้ว 2 ชั้น” คือความเข้มแข็งด้านความมั่นคงควบคู่กับความเชี่ยวชาญด้านการทูต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศโดยไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ดันการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก สร้างพลังทีมไทยแลนด์
สำหรับทิศทางในระยะ 4 ปีข้างหน้า นายสีหศักดิ์ให้ความสำคัญสูงสุดกับการขับเคลื่อน “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” โดยย้ำว่าการทูตต้องเชื่อมโยงกับปากท้องประชาชน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
แนวทางสำคัญคือการผนึกกำลังกับภาคเอกชน จัดทำแผนที่โลกเพื่อกำหนดประเทศเป้าหมายทางเศรษฐกิจร่วมกัน พร้อมใช้เครือข่ายสถานทูตและสถานกงสุลไทยเกือบ 100 แห่งทั่วโลก เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เสมือน “กองทัพเศรษฐกิจ” ในเวทีระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน จะจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง โดยทำงานร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งถูกวางตัวให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งผลักดันการเจรจาการค้าเสรี (FTA) การเปิดตลาดใหม่ และการขยายโอกาสทางการค้าของไทย
นอกจากนี้ ยังเน้นการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง โดยร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาอุตสาหกรรมไทย รวมถึงประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
วางไทยในโลกหลายขั้ว ใช้อาเซียนเป็นพลังต่อรอง
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในบริบทโลกที่ผันผวนและเผชิญการแข่งขันของมหาอำนาจหลายขั้ว ไทยไม่ควรเพียงยืนอยู่ตรงกลาง แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์กับทุกขั้วอำนาจ เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ พร้อมใช้พลังของอาเซียนในฐานะกลุ่มประเทศ 11 ชาติ เป็นเครื่องมือต่อรองในเวทีโลก
มั่นใจนำไทยกลับเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี
นายสีหศักดิ์ย้ำว่า การทูตที่เข้มแข็งต้องเริ่มจากเสถียรภาพภายในประเทศ โดยประชาชนต้องเลือกการเมืองที่บริหารงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ พร้อมแสดงความมั่นใจว่าจะใช้ประสบการณ์ทางการทูตที่สั่งสมมา นำพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตโลกเช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษไทยเคยทำได้ในยุคอาณานิคมและสงครามเย็น
“เราจะนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี มีเกียรติภูมิ และยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ไทยต้องเป็นไทยในเวทีโลก” นายสีหศักดิ์กล่าว พร้อมขอความเชื่อมั่นจากประชาชนเพื่อโอกาสบริหารประเทศต่ออีก 4 ปี