

KEY
POINTS
ในการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคภูมิใจไทย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรค เปิดเผยถึงเส้นทางการตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองว่า เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต หลังเลือกลาออกจากระบบราชการทั้งที่เหลือเวลาอีก 6 ปี และมีโอกาสก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เพื่ออาสาเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยความห่วงใยว่าไทยอาจเผชิญสถานการณ์รุนแรงเช่นเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่เคยสร้างความสูญเสียทั้งการจ้างงานและภาคธุรกิจในวงกว้าง
ดร.เอกนิติ ระบุว่า ในช่วง 73 วันแรกของการเข้ามาทำงาน ประเทศไทยเผชิญปัญหาความน่าเชื่อถือด้านการคลังอย่างหนัก หลังสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s และ Fitch ให้แนวโน้มเสถียรภาพการคลังของไทยเป็นลบ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อฐานะการคลังของประเทศ สิ่งแรกที่เร่งดำเนินการคือการคืนหนี้ค้างชำระให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งสะสมมานานหลายปี
ขณะเดียวกัน ยังดำเนินการควบคู่กับการจัดทำแผนความยั่งยืนทางการคลังอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้บริษัทจัดอันดับ S&P ยืนยันสถานะเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับมาตรฐาน ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดและนักลงทุน
ในด้านภาพรวมเศรษฐกิจ ดร.เอกนิติ ชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงอย่างน่ากังวล โดย GDP ไตรมาส 3 ชะลอตัวจากเดิมที่ขยายตัว 3.2% เหลือเพียง 1.2% และไตรมาส 4 มีแนวโน้มเติบโตเพียง 0.3% ซึ่งหมายถึงรายได้ของประชาชนที่หดหายและภาระค่าครองชีพที่กดดันชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างหนัก
“รัฐบาลจึงเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเที่ยวดีมีคืน และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ส่งผลให้ประมาณการการเติบโตในไตรมาส 4 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1.8% ช่วยประคองกำลังซื้อและสร้างรายได้ให้ประชาชนในระยะสั้น”
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ เน้นย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่ดำเนินนโยบายประชานิยม เนื่องจากเห็นว่าการใช้นโยบายลักษณะดังกล่าวเป็นการก่อหนี้และทิ้งภาระให้กับคนรุ่นหลัง พรรคจึงยึดหลักการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน พร้อมชี้แจงว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” แตกต่างจากโครงการคนละครึ่งเดิม โดยเน้นการเพิ่ม “ทักษะ” ให้กับประชาชน ผ่านการจับมือกับแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสอนทักษะการค้าขายออนไลน์ให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาด
ดร.เอกนิติ ยังได้เปิดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ “10 Plus” เปรียบเสมือนยา 10 เม็ด เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจาก “คนป่วยแห่งเอเชีย” เป็น “คนแกร่งแห่งเอเชีย” โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 5 เม็ดแรก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก และอีก 5 เม็ด เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและเพิ่มรายได้อย่างทั่วถึง
สำหรับยา 5 เม็ดแรก ประกอบด้วย การลงทุนสมัยใหม่โดยนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับภาคเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร การพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และผลักดันสินค้า Made in Thailand สู่เทคโนโลยีขั้นสูง การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน การผลักดันนโยบาย AI Plus เพื่อให้คนไทยเข้าถึงและใช้ AI ได้ฟรี รวมถึง Trade Plus และการยกระดับความโปร่งใสของภาครัฐ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
ขณะที่ยาอีก 5 เม็ด มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การเพิ่มทักษะให้แรงงานและผู้ค้ารายย่อย การสร้างงานในชุมชนเพื่อลดการย้ายถิ่น การให้แต้มต่อ SME ไทยในการเข้าถึงตลาดและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การส่งเสริมบทบาทผู้สูงอายุผ่านการใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้เสริม และการยกระดับการเข้าถึงระบบสาธารณสุข โดยใช้พยาบาลอาสาและเทคโนโลยี Telemedicine เชื่อมโยงบริการแพทย์จากเมืองใหญ่สู่ชุมชน
ดร.เอกนิติ ยังกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “รถไฟขบวนสุดท้าย” หากไม่เร่งปรับตัวและปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และกลายเป็นเพียงผู้ถูกกำหนดเงื่อนไขจากมหาอำนาจ แทนที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของตนเอง
“ยืนยันว่าทุกนโยบายจะขับเคลื่อนบนพื้นฐานของวินัยการคลัง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง มีคุณภาพ และกระจายประโยชน์สู่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง”ดร.เอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย