thansettakij
'อนุทิน' ประกาศ นำทีมมืออาชีพ กู้วิกฤตเศรษฐกิจ พาไทยเลิกเป็นคนป่วยเอเชีย

'อนุทิน' ประกาศ นำทีมมืออาชีพ กู้วิกฤตเศรษฐกิจ พาไทยเลิกเป็นคนป่วยเอเชีย

06 ก.พ. 2569 | 13:42 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.พ. 2569 | 14:30 น.

นายกฯ อนุทินประกาศชัด "ประเทศไทยไม่ใช่ที่ลองของ" เปิดตัวดรีมทีมเศรษฐกิจดึงคนระดับโลกนั่งรัฐมนตรี พร้อมชูนโยบาย "Plus" ยกระดับรายได้ทุกมิติ ย้ำต้องเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งในเวทีโลกเท่านั้น

KEY

POINTS

  • อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดตัวทีมเศรษฐกิจมืออาชีพที่จะเข้ามาบริหารประเทศหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
  • ชูนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างรายได้และโอกาสอย่างยั่งยืน แทนนโยบายประชานิยมระยะสั้น
  • ประกาศจุดยืนชัดเจนในการปกป้องอธิปไตย โดยจะยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2544 เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาทันทีหากได้เป็นรัฐบาล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคก่อนการเลือกตั้ง ประกาศความพร้อมในการเข้าบริหารประเทศ โดยย้ำจุดยืนชัดเจนว่า ประเทศไทยในห้วงเวลาปัจจุบันต้องการ “มืออาชีพ” ที่มีประสบการณ์ ไม่ใช่พื้นที่ทดลองของผู้ที่ยังขาดความพร้อม พร้อมเปิดตัวทีมบริหารระดับสูงที่จะเข้ามาขับเคลื่อนประเทศทันทีหากพรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

นายอนุทินระบุว่า พรรคภูมิใจไทยได้เตรียมทีมบริหารประเทศไว้ครบทุกมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูประเทศ ประกอบด้วย นายศรีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางสุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้มีประสบการณ์ในระดับนโยบายและการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ โดยหากตนได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งสามคนจะเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เพื่อให้การทำงานมีความต่อเนื่อง ไม่สะดุด และสามารถเริ่มขับเคลื่อนนโยบายได้ทันที

วางยุทธศาสตร์ 4 แกนหลัก เน้นสร้างรายได้ ไม่แจกเงิน

นายอนุทินกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยวางกรอบนโยบายหลักในการบริหารประเทศไว้ 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ ความมั่นคง การรับมือภัยพิบัติ และคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเน้นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้อย่างยั่งยืน มากกว่านโยบายประชานิยมระยะสั้น พร้อมเปรียบเทียบแนวคิดของพรรคว่าเป็นการ “ให้เบ็ดไปตกปลา” แทนการนำปลาไปแจก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

 

ในด้านเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทยเสนอแนวคิดนโยบาย “Plus” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อาทิ 10 Plus, Trade Plus และ Thai Plus โดยมุ่งเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในทุกห่วงโซ่การผลิต ควบคู่กับการผลักดันอุตสาหกรรม New S-Curve เช่น พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและสร้างการเติบโตในระยะยาว

นอกจากนี้ พรรคยังตั้งเป้านำประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การค้า และการกำกับดูแล พร้อมลดข้อจำกัดทางภาษีและอุปสรรคทางการค้าในเวทีโลก โดยนายอนุทินย้ำว่า ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ประเทศไทยจะไม่ยอมรับภาพลักษณ์ “คนป่วยแห่งเอเชีย” แต่จะก้าวขึ้นเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งในระเบียบเศรษฐกิจใหม่ของโลก

ยกระดับคุณภาพชีวิต รองรับสังคมสูงวัย

ในมิติคุณภาพชีวิต พรรคภูมิใจไทยเสนอให้นักเรียนได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจนถึงระดับสูงสุด พร้อมเดินหน้าโครงการ Reskill และ Upskill เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแรงงานไทยให้สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ขณะที่การเข้าสู่สังคมสูงวัย พรรคเสนอ “โครงการจ้างงานสูงวัย Plus” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุยังคงมีรายได้และบทบาททางเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อลดภาระครอบครัวและยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ปฏิรูปกองทัพ–ยืนกรานอธิปไตยไทย

ด้านความมั่นคง นายอนุทินเสนอแนวคิด “ทหารอาสา” เพื่อปรับโครงสร้างกองทัพให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ ลดการบังคับเกณฑ์ และมุ่งเน้นกำลังพลที่สมัครใจและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ขณะที่ประเด็นอธิปไตยและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายอนุทินแสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อสถานการณ์ไทย–กัมพูชา โดยยืนยันว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล จะดำเนินการยกเลิก MOU 44 ทันที และจะไม่ยอมรับแนวคิดการแบ่งผลประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลในสัดส่วน 50/50 ตามแนวทางของรัฐบาลชุดก่อน พร้อมย้ำว่าภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบหรือสูญเสียดินแดนแม้แต่น้อย

ขอเสียงเลือกเบอร์ 37 ดึงมืออาชีพเข้าบริหาร

ช่วงท้าย นายอนุทินกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ จึงไม่อาจรับความเสี่ยงจากการบริหารงานของผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ได้อีกต่อไป พร้อมขอความไว้วางใจจากประชาชนให้เลือกพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 เพื่อนำทีมงานมืออาชีพเข้ามาบริหารประเทศอย่างทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้งานใหม่ และมุ่งหวังนำพาประเทศไทยออกจากภาวะวิกฤต สู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน