

KEY
POINTS
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย กล่าวปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคฯ ก่อนเลือกตั้ง โดยสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญ “มรสุม” ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก ว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศ พร้อมชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง จำเป็นต้องเร่งปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อผลักดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้หลุดพ้นจากระดับเพียงร้อยละ 1.6
ไทยเสี่ยงถูกมองเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”
นางศุภจี ระบุว่า ในอดีตประเทศไทยเคยได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจดาวรุ่งของเอเชีย หรือ “เสือตัวที่ 5” ที่เคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 13 แต่ในปัจจุบัน ภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.6 ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค จนเริ่มถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”
ทั้งนี้ ปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สร้างแรงกดดันให้ประเทศต้องเลือกข้างในเวทีโลก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เปิดแผน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ขับเคลื่อนรายได้ประเทศ
นางศุภจี กล่าวว่า ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยได้วิเคราะห์โครงสร้างรายได้มวลรวมของประเทศ และเสนอแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่าน “4 เครื่องยนต์หลัก” ได้แก่ การบริโภคภายในประเทศ การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
ในส่วนของ การบริโภคภายในประเทศ (C) พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีวินัยทางการคลัง เน้นการกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชน ผู้สูงอายุ และผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SMEs เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
ด้าน การลงทุน (I) ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยในปีนี้ตั้งเป้าเม็ดเงินลงทุนไว้เกือบ 5 แสนล้านบาท ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดิจิทัล เทคโนโลยีกึ่งตัวนำขั้นสูง (Advanced Semiconductor) ยานยนต์สมัยใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
สำหรับ การใช้จ่ายภาครัฐ (G) นางศุภจียอมรับว่าภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานที่ร้อยละ 70 โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณร้อยละ 66–67 จึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้า ผ่านแนวคิด “ให้ปลาพ่วงเบ็ด” แทนการใช้นโยบายแจกเงินแบบประชานิยมที่ไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ
ผ่าทางตันการส่งออก แก้ปัญหา “3 กระจุก”
ในส่วนของ การส่งออกและนำเข้า (X–M) นางศุภจีชี้ว่า โครงสร้างการค้าไทยยังเผชิญปัญหาการกระจุกตัวในหลายมิติ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในระยะยาว โดยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหา “3 กระจุก” ได้แก่
ประการแรก การกระจุกตัวด้านตลาด โดยไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาและจีนรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ จึงต้องเร่งขยายตลาดใหม่ไปยังยุโรป อินเดีย เอเชียใต้ และเอเชียกลาง
ประการที่สอง การกระจุกตัวด้านผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงประมาณ 7,000 ราย ครองส่วนแบ่งตลาดส่งออกถึงร้อยละ 84 ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs กว่า 22,000 ราย มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 16 จำเป็นต้องเร่งเสริมทักษะ เพิ่มขีดความสามารถ และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs
ประการที่สาม การกระจุกตัวด้านสินค้า โครงสร้างการนำเข้าและส่งออกยังเป็นกลุ่มสินค้าใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าไทยยังอยู่ในฐานะทางผ่านของห่วงโซ่การผลิตโลก จึงต้องผลักดันสินค้า “Made in Thailand” และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศให้มากขึ้น
ชู “เกษตร 3 ม.” พลิกโครงสร้างภาคเกษตร
สำหรับภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีประชากรเกี่ยวข้องกว่า 40% ของประเทศ นางศุภจีระบุว่า พรรคภูมิใจไทยเสนอแนวทาง “เกษตรแม่นยำ–มั่นคง–ยั่งยืน” เพื่อแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและรายได้เกษตรกรอย่างเป็นระบบ
แนวคิด เกษตรแม่นยำ จะใช้กลไกตลาดและการวางแผนการผลิตล่วงหน้าผ่านปฏิทินพืชพรรณ เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทาน เช่น การแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอม และการทำตลาดทุเรียนล่วงหน้า เพื่อรับมือการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนาม
ด้าน เกษตรมั่นคง จะส่งเสริมระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) และการค้าระบบแลกเปลี่ยน (Counter Trade) เพื่อสร้างรายได้ที่แน่นอนและลดความเสี่ยงด้านราคาให้กับเกษตรกร
ขณะที่ เกษตรยั่งยืน มุ่งเน้นการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เกษตรคาร์บอนต่ำ และการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในเวทีโลก
เรียกร้องก้าวข้ามความขัดแย้ง สร้างอนาคตเศรษฐกิจไทย
ช่วงท้ายของการปราศรัย นางศุภจีย้ำว่า ตนเองไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่ตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองด้วยความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง และเลือกแนวทางการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงและการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด เพื่อพาประเทศไทยฝ่ามรสุมวิกฤต และเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว