ก.พ.ร. รื้อใหญ่ พรบ.Digital Government พลิกโฉมราชการทันสมัย

04 ม.ค. 2569 | 23:32 น.

สำนักงาน ก.พ.ร. รื้อใหญ่ พรบ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Digital Government พลิกโฉมรัฐทันสมัย ช่วยประชาชนใช้บริการสะดวกมากขึ้น

KEY

POINTS

  • ก.พ.ร. เตรียมแก้ไข พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 เพื่อปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ OECD และรองรับเทคโนโลยีในอนาคตเช่น AI
  • การปรับปรุงมุ่งเน้นการผลักดันให้หน่วยงานรัฐใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างจริงจัง เช่น กำหนดการใช้อีเมลเป็นตัวชี้วัด (KPI) และขับเคลื่อนเรื่องใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ (e-license)
  • ตั้งเป้าหมายยกเลิกการเรียกเอกสาร 58 รายการจากประชาชนภายใน 1 ปี โดยให้หน่วยงานรัฐเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ (GDX) เพื่อลดภาระของประชาชน

นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ก.พ.ร. เตรียมปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 หรือ กฎหมาย Digital Government ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของทุกส่วนราชการให้ทันสมัยรองรับการปฏิบัติราชการผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับการดำเนินงานของส่วนราชการและประชาชนผู้รับบริการมากขึ้น

ล่าสุดแนวทางการแก้ไขได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการ (อ.ก.พ.ร.) แล้ว โดยในเร็ว ๆ นี้ สำนักงาน ก.พ.ร. เตรียมยกร่าง พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ฉบับใหม่ ก่อนจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่อร่างกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ พร้อมทั้งการจัดประชุมแบบ Focus Group ในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ จากนั้นจึงสรุปรายละเอียด เพื่อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป

“เดิมกฎหมายฉบับนี้ออกตั้งแต่ปี 2565 แต่ด้วยสถานการณ์หลายๆ อย่างเปลี่ยนไป จึงไม่จำเป็นรอว่า 5 ปีแล้วค่อยมาประเมินผลสัมฤทธิ์ของการใช้กฎหมาย หลังมีประเด็นที่ควรปรับปรุงหลายเรื่อง เพื่อแก้ไขได้ทันที” นางสาวอ้อนฟ้า กล่าว

สำหรับการพิจารณาการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ตามมติของคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรมีการแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัย โดยคำนึงถึงแนวทางการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลขององค์การระหว่างประเทศที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของกรอบแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งประเทศไทยกำลังจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกในปี พ.ศ. 2569 และให้ดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.ฯ ตามแผนการดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ตามในประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการนั้น ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า การติดตามการดำเนินการเรื่องอีเมล ตาม ม.10 ให้กำหนดเรื่องอีเมลให้เป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหน่วยงาน ประกอบด้วย 2 ประเด็น ได้แก่ 1. หน่วยงานมีการดำเนินการในการใช้อีเมลจริงหรือไม่ และ 2. การดำเนินการโดยใช้อีเมลหน่วยงานสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าการใช้เอกสารกระดาษหรือไม่ 

รวมทั้งการดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ โดยกำหนดแนวทางการเชื่อมโยงฐานข้อมูลใบอนุญาต เช่น การรวบรวมข้อมูลใบอนุญาตจากหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตมาเชื่อมโยงผ่านแพลตฟอร์มกลางดิจิทัล และเพิ่ม QR code เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ได้แบบ Realtime

“ประเด็นส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมายด้วยส่วนนึง อีกส่วนนึงคือกฎหมายจะต้องมีอะไรรองรับในอนาคต อย่างเช่นการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยี AI มาให้บริการ กฎหมายฉบับใหม่ที่จะปรับปรุงก็ต้องนำแนวคิดหรือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการทำงานของ AI มาพิจารณาด้วยว่า เราจะใช้อะไรรองรับเรื่องนี้ด้วย” เลขาธิการ ก.พ.ร. ระบุ

อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอ และรับความเห็นของอนุกรรมการฯ ไปดำเนินการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ล่าสุดได้รายงานให้กับคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ชุดใหญ่ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับทราบแล้ว โดยที่ประชุม ก.พ.ร. ได้มอบหมายให้เร่งปรับปรุง พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยไม่ต้องรอรอบการประเมินผล 5 ปี 

พร้อมทั้งนำมาตรฐานสากลของ OECD มาเป็นแนวทางหลักในการปรับปรุง เช่น การกำหนดให้บริการภาครัฐเป็นดิจิทัลตั้งแต่ต้น (Digital by Design) โดยคาดการณ์ความต้องการของประชาชนล่วงหน้าและให้บริการภาครัฐได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอให้ร้องขอ

รวมถึงการผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐทั้งหมดประกาศช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และใช้ระบบ e-Office ในการเบิกจ่ายและรับส่งเอกสาร เพื่อให้การทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสะดวกรวดเร็วแก่ประชาชนผู้รับบริการมากที่สุด

เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวอีกว่า ในการประชุม ก.พ.ร. ยังได้พิจารณาแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐไม่เรียกเอกสารจากประชาชนในการติดต่อราชการโดยตั้งเป้ายกเลิก 58 รายการเอกสาร จาก 30 หน่วยงาน ภายใน 1 ปี ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในการติดต่อราชการ

โดยที่ประชุมได้เสนอแนวทางการลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ โดยให้หน่วยงานภาครัฐเร่งเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน ศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ (Government Data Exchange: GDX) เพื่อสามารถดึงข้อมูลที่รัฐเป็นผู้ออกให้ประชาชนมาใช้ได้

โดยประชาชนไม่ต้องนำเอกสารมายื่นอีก ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลสำคัญพร้อมใช้งานบน GDX แล้วกว่า 31 รายการเช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สูติบัตร ใบมรณบัตร ทะเบียนสมรส หนังสือรับรองนิติบุคคล ใบทะเบียนพาณิชย์ เล่มทะเบียนรถ และใบขับขี่

อย่างไรก็ตามแม้หลายหน่วยงานได้เชื่อมต่อกับระบบ GDX แล้ว แต่ยังคงพบกรณีที่เรียกเอกสารจากประชาชนอยู่ โดยไม่ได้นำข้อมูลจาก GDX มาใช้ จึงเห็นชอบให้เร่งดำเนินการตามแนวทาง ดังนี้ 

กรณีที่ 1 งานบริการที่ต้องใช้ข้อมูลที่มีในระบบ GDX แล้ว จำนวน 31 รายการ โดยหน่วยงานที่ได้เชื่อมกับระบบ GDX อยู่แล้ว ให้ใช้ข้อมูลจาก GDX ในการพิจารณาคำขอของประชาชนทันที โดยยกเลิกการเรียกเอกสารจากประชาชนให้เสร็จภายใน 6 เดือน ส่วนหน่วยงานที่ยังไม่เชื่อมต่อกับ GDX ต้องเชื่อมโยงระบบให้เสร็จภายใน 6 เดือน และปรับวิธีการทำงานเพื่อใช้ข้อมูลจาก GDX ในการพิจารณาคำขอโดยไม่เรียกเอกสารจากประชาชนให้เสร็จภายใน 1 ปี

กรณีที่ 2 งานบริการที่ต้องการใช้ข้อมูลแต่ยังไม่มีในระบบ GDX จำนวน 27 รายการ โดยหน่วยงานเจ้าของข้อมูลต้องนำข้อมูลขึ้นระบบ GDX ให้เสร็จภายใน 1 ปี เพื่อให้หน่วยงานอื่นสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปใช้ได้