thansettakij
คลังลดเงินนำส่ง FIDF อัด 2.3 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี-น้ำท่วม

คลังลดเงินนำส่ง FIDF อัด 2.3 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี-น้ำท่วม

03 ก.พ. 2569 | 06:09 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.พ. 2569 | 06:17 น.

‘เอกนิติ’ เผยครม. ไฟเขียวลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF อัด 2.3 หมื่นล้านบาท ช่วยน้ำท่วม-อุ้มเอสเอ็มอี ผ่านโครงการ SME Credit Boost

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรีอนุมัติลดเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) เป็นเวลา 1 ปี คิดเป็นวงเงิน 23,000 ล้านบาท
  • เงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ใน 2 โครงการหลัก คือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
  • แบ่งเป็นวงเงิน 20,000 ล้านบาทสำหรับโครงการค้ำประกันสินเชื่อ "SME Credit Boost" และ 3,000 ล้านบาทสำหรับโครงการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้
  • โครงการ "SME Credit Boost" มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อใหม่ได้ง่ายขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เหลือ 0.32% จากอัตราเดิม 0.46% ระยะเวลา 1 ปี ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งการลดเงินนำส่งนี้เป็นวงเงิน 23,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนมาตรการทางการเงิน ยกศักยภาพเศรษฐกิจ และช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

สำหรับการลดเงินนำส่งดังกล่าว นำไปดำเนินการใน 2 โครงการหลัก ได้แก่ การช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสภาพคล่อง ผ่านโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ หรือ “SME Credit Boost” วงเงิน 20,000 ล้านบาท และโครงการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ วงเงิน 3,000 บาท

สำหรับโครงการ SME Credit Boost เป็นการสนับสนุนปล่อยสินเชื่อใหม่ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย โดยจะครอบคลุม

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

1.) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) รวมถึงอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

2.) SMEs และธุรกิจรายใหญ่  ที่มีแผนว่าจะนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ยกระดับศักยภาพธุรกิจหรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่อเศรษฐกิจไทย

โครงการนี้จะดำเนินการควบคู่ไปกับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในรูปแบบเดิม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับธุรกิจ โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อรายสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทต่อรายสำหรับธุรกิจรายใหญ่ เพื่อเป็นการทลายข้อจำกัดบางข้อของการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ที่มีวงเงินสินเชื่อจำกัดเพียง 40 ล้านบาทต่อราย

ทั้งนี้ SME Credit Boost กำหนดวงเงินชดเชยสูงสุดที่ 30% ของยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ สำหรับธุรกิจ SMEs ขนาดเล็ก (Micro SMEs) และลดหลั่นลงมาเป็น 20% และ 15% ตามขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะครอบคลุมสินเชื่อที่ออกใหม่ในระยะเวลา 2 ปีนับตั้งแต่เริ่มโครงการ และจะค้ำประกันต่อเนื่องไปอีก 7 ปี