

KEY
POINTS
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดทำข้อสังเกตเชิงนโยบายต่อแนวนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่ต้องใช้จ่ายเงินของรัฐ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา โดยเห็นว่า การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ควรเป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง มีความชัดเจนในแนวทางการดำเนินงาน
รวมทั้งจะต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมทั้งต้องมีการวิเคราะห์ประโยชน์และความคุ้มค่าจากการดำเนินโครงการ (Cost–Benefit Analysis) อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติรายจ่ายงบประมาณและผลกระทบต่อรายได้ภาษีของรัฐ
สศค.ระบุว่า นโยบายที่ต้องใช้เงินภาครัฐควรอยู่ภายใต้กรอบแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และไม่ดำเนินนโยบายที่ก่อให้เกิดภาระทางการคลังเกินสมควร ซึ่งอาจกระทบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ชี้ชัด “ปีงบ–แหล่งเงิน–วิธีบริหาร”
สำหรับนโยบายที่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี สศค.เห็นว่า พรรคการเมืองควรระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่า จะเริ่มดำเนินนโยบายในปีงบประมาณใด เช่น ปีงบประมาณ 2569 หรือ 2570 และจะใช้งบประมาณในช่วงเวลาใด
หากเป็นนโยบายที่ต้องดำเนินการทันทีและใช้งบประมาณในปีงบประมาณ 2569 หรือมีการใช้จ่ายต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2570 จำเป็นต้องพิจารณาแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ ความเพียงพอของงบประมาณ รวมถึงข้อจำกัดของระเบียบการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้อง อาทิ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งปัจจุบันมีวงเงินค่อนข้างจำกัด รวมถึงงบประมาณชำระคืนเงินต้น
นอกจากนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณมากกว่ากรอบวงเงินที่กำหนดไว้ ควรระบุแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณอย่างชัดเจน เช่น การเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาษี หรือการตัดลดรายจ่ายบางรายการ เพื่อไม่ให้กระทบวินัยการคลัง
ลดงบ–ลดขาดดุล ต้องทำได้จริงตามกฎหมาย
ในกรณีนโยบายที่ระบุถึงการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือนโยบายที่มีเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณ สศค.เห็นว่าควรระบุแนวทางการดำเนินการให้ชัดเจน และต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมถึงพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
กันเงินรายได้–ไม่ใช่ทำได้ตามใจ
สำหรับนโยบายที่มีการขอกันเงินจากเงินรายได้ภาษีหรือรายได้นำส่งคลัง เช่น การขอกันเงินนำส่งรายได้ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือเงินรายได้จากภาษีสรรพสามิต สศค.ย้ำว่าต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ
ทั้งนี้ การกันเงินรายได้เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์เฉพาะ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะอาศัยอำนาจตามกฎหมาย และการเสนอกฎหมายเพื่อให้หน่วยงานของรัฐไม่นำรายได้ส่งคลัง ต้องกระทำได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นและเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจของหน่วยงานนั้นจริง
ลดภาษีต้องบอกราคาที่รัฐต้องจ่าย
ในกรณีนโยบายลดหรือยกเว้นการจัดเก็บภาษี เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล สศค.ระบุว่า ควรระบุให้ชัดเจนถึงรายได้ที่รัฐต้องสูญเสียจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ
นโยบายชดเชย–ต้องอยู่ในกรอบ “มาตรา 28”
สำหรับนโยบายที่เข้าข่ายเป็นการที่รัฐรับภาระชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง สศค.ระบุว่า สามารถดำเนินการได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย และต้องอยู่ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐ เช่น การฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ การเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน หรือการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย
ทั้งนี้ การดำเนินการต้องอยู่ภายใต้วิธีการและกรอบวงเงินที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยปัจจุบันกำหนดให้ยอดคงค้างของภาระตามมาตรา 28 ต้องไม่เกินร้อยละ 32 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
กู้เงิน–ใช้แหล่งเงินพิเศษ ต้องไม่ดันหนี้พุ่ง
สศค.ระบุเพิ่มเติมว่า นโยบายที่ต้องมีการกู้เงินต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ และอยู่ภายใต้มาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมถึงบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้องกับการก่อหนี้และบริหารหนี้ โดยต้องคำนึงถึงภาระหนี้สาธารณะไม่ให้เกินกรอบที่กฎหมายกำหนด
ขณะเดียวกัน นโยบายที่ใช้แหล่งเงินอื่นนอกเหนือจากงบประมาณและเงินกู้ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) หรือการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และต้องเปิดเผยรายละเอียดโครงการให้ครบถ้วน
เป้าหมายใหญ่ รักษาเสถียรภาพการคลังประเทศ
สศค.ย้ำว่า เพื่อไม่ให้การดำเนินนโยบายต่าง ๆ กระทบต่อเสถียรภาพด้านการคลังของประเทศ จำเป็นต้องบริหารจัดการด้านการคลังให้สอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573 ทั้งด้านการจัดเก็บรายได้ การบริหารรายจ่าย และหนี้สาธารณะ
เป้าหมายสำคัญคือ การปรับลดขนาดการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 3.0 ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2572 เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ให้เพียงพอ และคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของประเทศในการจัดอันดับจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ