thansettakij
เร่งสางปม “ประกันสังคม” ปฏิรูประบบ - รื้อโครงสร้างการบริหาร

เร่งสางปม “ประกันสังคม” ปฏิรูประบบ - รื้อโครงสร้างการบริหาร

29 ม.ค. 2569 | 22:55 น.

คลัง – ทีดีอาร์ไอ หนุนยกเครื่อง “ประกันสังคม” กระทรวงแรงงานเร่งตั้งคณะทำงานฯ จัดทำโรดแมป “ปฏิรูประบบ – ปรับโครงสร้างการบริหาร” ภายใน 60 วัน เป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ผู้ประกันตน จัดการแบบมืออาชีพ สร้างความโปร่งใส

KEY

POINTS

  • กระทรวงแรงงานสั่งการให้ปฏิรูประบบและโครงสร้างการบริหารกองทุนประกันสังคม หลังเผชิญปัญหาวิกฤตด้านการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำและระบบการบริหารที่ขาดความโปร่งใส
  • คณะกรรมการประกันสังคมเห็นชอบแผนการลงทุนระยะ 5 ปีฉบับใหม่ โดยปรับสัดส่วนการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำเป็น 50:50 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว
  • มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแนวทางยกระดับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ภายใน 60 วัน โดยมีข้อเสนอให้ปรับรูปแบบการบริหารให้เป็นมืออาชีพและตรวจสอบได้เหมือนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

การบริหารเงินกองทุนประกันสังคมซึ่งมีมูลค่ากว่า 2.8-2.9 ล้านล้านบาท กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม หลังจากการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดหลายโครงการไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย ในขณะที่ระบบการบริหารที่กระจุกตัวและขาดความโปร่งใสได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หนึ่งในข้อเสนอแนะคือการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ทั้งระบบ

ล่าสุด (25 ม.ค. 2569) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีคำสั่งให้ปฏิรูประบบและโครงสร้างการบริหารประกันสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยมุ่งเน้นการบริหารโดยมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการเงินการคลัง และมีความเข้าใจในบริบทความต้องการของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างระบบสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและยั่งยืนให้กับผู้ประกันตนทุกมาตรา

ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคมซึ่งมีขึ้นในวันที่ 28 ม.ค. 2569 มีมติเห็นชอบในหลักการการปรับปรุงแผนและกรอบนโยบายการลงทุนระยะยาว (Strategic Asset Allocation: SAA) ระยะ 5 ปี ฉบับใหม่ ครอบคลุมช่วงปี 2567–2572 หรือที่เรียกว่า “SAA เฟส 2” โดยสาระสำคัญคือการขยายกรอบการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงและสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำให้มีสัดส่วนสมดุลที่ 50 ต่อ 50 เพื่อเพิ่มศักยภาพการสร้างผลตอบแทนของกองทุนในระยะยาว

รวมทั้งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยกำหนดกรอบเวลาการทำงานอย่างชัดเจนภายใน 60 วัน นับจากวันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง เพื่อจัดทำโรดแมปและแนวทางยกระดับ สปส. ให้เป็นองค์กรสมัยใหม่ มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ผู้ประกันตนมากขึ้น

เร่งสางปม “ประกันสังคม” ปฏิรูประบบ - รื้อโครงสร้างการบริหาร

นายไชยวัฒน์ วรรณโคตร อนุกรรมการบริหารความเสี่ยง กองทุนประกันสังคม กล่าวว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงตัวดีลลงทุน แต่คือโครงสร้างการบริหารและการกำกับดูแล ที่ทำให้ความเสี่ยงและความเสียหายไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา หลายโครงการการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด

เช่น โครงการ TU Dome ซึ่งเป็นการลงทุนในสิทธิบริหารการเช่า ไม่สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างที่คาดหวัง การบันทึกขาดทุนในทางบัญชียังไม่ได้เกิดขึ้นจนกว่าจะครบอายุสัญญาในอนาคต ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดสำคัญในการรับรู้ความเสียหายอย่างเป็นทางการ

"ปัญหาคือระบบการตัดสินใจลงทุนที่มีผู้มีอำนาจลงนามเพียงคนเดียวในหลายๆ เรื่อง ซึ่งทำให้การตัดสินใจลงทุนไม่ได้รับการตรวจสอบจากหลายฝ่าย จึงเกิดความเสี่ยงที่ไม่สามารถเปิดเผยหรือจัดการได้อย่างถูกต้อง"

การบริหารความเสี่ยงในกองทุนประกันสังคมยังเผชิญกับความยากลำบากจากระบบราชการที่มีข้อจำกัดในการยอมรับความเสียหาย เมื่อพบว่าการลงทุนไม่เป็นไปตามแผน ผู้ปฏิบัติงานมักไม่กล้ายอมรับความเสียหายหรือคัดลอส เนื่องจากเกรงว่าจะขัดต่อระเบียบและอาจทำให้เกิดความรับผิดทางกฎหมาย ทำให้สินทรัพย์บางรายการยังคงอยู่ในพอร์ตการลงทุน โดยไม่มีการเปิดเผยความเสียหายหรือปัญหาอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ

แนวทางการแก้ไขในอนาคตนั้น “ไชยวัฒน์” ได้เสนอให้มีการปฏิรูปการจัดการกองทุนประกันสังคม โดยเริ่มจากการปรับโครงสร้างการจัดสรรสินทรัพย์ (SAA) จากเดิมที่มีสัดส่วน 40:60 เป็น 50:50 และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน และยืดอายุของกองทุนได้ราว 2 ปี

“การปรับ SAA เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการปฏิรูป แต่เราต้องมองไปที่การปฏิรูปโครงสร้างรายได้ สิทธิประโยชน์ และระบบกำกับดูแลการลงทุนไปพร้อมกัน เพื่อให้กองทุนมีความยั่งยืนในระยะยาว" นายไชยวัฒน์กล่าว

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงการคลังไม่ได้มีบทบาทในการบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมโดยตรง แนวคิดการปรับการบริหารกองทุนประกันสังคมให้มีความคล้ายคลึงกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) นั้นเป็นไปได้ โดยต้องพิจารณาเรื่องการนำมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการกองทุน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการโปร่งใสและการตรวจสอบที่สามารถทำได้

“โมเดล กบข. ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการที่สมาชิกสามารถตรวจสอบได้และมีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งหากประกันสังคมสามารถยึดหลักการบริหารงาน โปร่งใส และมีมืออาชีพเข้ามาดูแลในลักษณะเดียวกัน ก็จะช่วยลดความแตกต่างและเพิ่มประสิทธิภาพได้ในระยะยาว”

ทั้งนี้ กองทุนประกันสังคมจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างการบริหารงานให้มีความโปร่งใสและมีการตรวจสอบได้ง่ายเหมือนกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านการบริหารที่มืออาชีพและสามารถตรวจสอบได้จากสมาชิก

ขณะที่ศ. ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัย นโยบายหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)  กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยใน 3 กองทุนหลัก ได้แก่ บัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ได้รับการดูแลในอัตราการจ่ายที่แตกต่างกันอย่างมาก ทั้งที่ใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ในโรคเดียวกันและในโรงพยาบาลเดียวกัน โดยหลักการทั่วไปผู้ที่จ่ายแพงกว่ามักจะได้รับการดูแลหรือคุณภาพที่ดีกว่า ซึ่งถือเป็นความเหลื่อมล้ำที่ต้องเร่งแก้ไข

ในส่วนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่จ่ายเงินสมทบนั้น ให้นำเงินส่วนดังกล่าวมาใช้เป็น "ส่วนเพิ่ม" (Top-up) เช่น การใช้ห้องพิเศษ หรือโอนไปเพิ่มในส่วนของเงินบำนาญแทน เพื่อไม่ให้ผู้ประกันตนรู้สึกเสียเปรียบจากการต้องจ่ายเงินสมทบซ้ำซ้อน วิธีนี้จะช่วยให้กองทุนประกันสังคมมีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับเพิ่มเงินสมทบจาก 750 เป็น 875 บาทในอนาคต

นอกจากนี้ การบริหารจัดการงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพยังสะท้อนผ่านการคาดการณ์ที่ไม่แม่นยำ แม้จะมีข้อมูลสถิติย้อนหลังกว่า 20 ปีก็ตาม ปัจจุบันจึงเกิดสภาวะการนำเงินงบประมาณรอบใหม่ไปหมุนเวียนเพื่อล้างหนี้เก่าให้โรงพยาบาล ซึ่ง สปสช. ต้องเร่งแก้ปัญหาการบริหารจัดการให้ได้ตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะการรองรับสังคมสูงวัยที่มีสัดส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น

โดยเสนอให้เร่งพัฒนาระบบ Long Term Care และ Palliative Care หรือการดูแลประคับประคองที่บ้าน เพื่อลดค่าใช้จ่ายมหาศาลของผู้สูงอายุในช่วงปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันพบว่ากว่า 50% ต้องมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลด้วยต้นทุนที่สูงมาก, การเพิ่มทางเลือกในการดูแลที่บ้านไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระงบประมาณรัฐ แต่ยังช่วยสร้างความสบายใจให้กับทั้งผู้ป่วยและญาติอย่างยั่งยืน