

KEY
POINTS
เวที Nation Election Debate จุดเปลี่ยนประเทศไทย เวทีโคราช กลายเป็นอีกหนึ่งเวทีการเมืองที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของจังหวัดนครราชสีมา เมืองเศรษฐกิจหลักของภาคอีสาน ที่มีประชากรกว่า 2.6 ล้านคน และมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร
ประเด็นร้อนของเวทีครั้งนี้ คือ ปัญหาการตั้งด่านตรวจและข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับส่วยของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งผู้ร่วมเวทีจาก 5 พรรคการเมืองยอมรับตรงกันว่า เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะธุรกิจกลางคืน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรม
นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 นครราชสีมา พรรคประชาชน ระบุว่า ปัญหาด่านตรวจและส่วยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน จำเป็นต้องแก้ในระดับโครงสร้าง โดยพรรคประชาชนเสนอการปฏิรูปองค์กรตำรวจควบคู่กับการยกระดับสวัสดิการตำรวจทุกชั้นยศ เพื่อทำลายระบบส่วยและตั๋วช้างในองค์กร
ขณะเดียวกัน ยังต้องสร้าง “จิตสำนึกสาธารณะ” ให้ประชาชน โดยเฉพาะการรณรงค์ไม่ดื่มแล้วขับ และส่งเสริมระบบขนส่งทางเลือก เช่น ไรเดอร์หรือรถสาธารณะ เพื่อให้เศรษฐกิจกลางคืนเดินหน้าได้โดยไม่ต้องพึ่งด่านตรวจที่เกินความจำเป็น
นายฉัตรยังชี้ว่า การตั้งด่านอย่างเข้มข้นต่อเนื่องตลอดหลายสิบปี ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ร้านอาหารและสถานบันเทิงซบเซา ประชาชนเลือกดื่มในบ้าน ส่งผลให้เศรษฐกิจเมืองหดตัว
ด้าน นายฉัตริน จันทร์หอม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอให้ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน โดยลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ให้น้อยที่สุด
แนวคิดสำคัญคือการผลักดัน Digital Government ให้ทุกกระบวนการปรับหรือชำระค่าปรับอยู่ในระบบดิจิทัลทั้งหมด ห้ามใช้เงินสด พร้อมบังคับใช้ Body Cam ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังเสนอการพัฒนา Smart City ติดตั้งกล้องวงจรปิดและใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การขับขี่ผิดปกติ เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายบนหลักฐาน ไม่ใช่การเจรจานอกระบบ
นายโกศล ปัทมะ ผู้สมัคร สส.เขต 6 นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย มองว่า การตั้งด่านต้องคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยและเศรษฐกิจ โดยเสนอการจัดโซนนิ่งสถานบริการและกำหนดช่วงเวลาเปิด-ปิดด่านให้เหมาะสม
อีกทั้ง เห็นว่าการตั้งด่านในช่วงหัวค่ำสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างรุนแรง และควรขยับไปหลังเที่ยงคืน พร้อมทั้งพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อรองรับประชาชนที่ใช้บริการสถานบันเทิงโดยไม่ต้องขับรถเอง
ขณะที่ นายมารุต ชุ่มขุนทด ผู้สมัคร สส.เขต 15 พรรคกล้าธรรม กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ด่านตรวจที่ไม่มีเหตุผลชัดเจน คืออุปสรรคสำคัญของเศรษฐกิจโคราช โดยเฉพาะในย่านถนนชลประทานและพื้นที่รอบสถานบันเทิง
พร้อมระบุว่า ด่านที่ตั้งหน้าร้านหรือซอกซอย ไม่ได้ลดอุบัติเหตุ แต่กลับกลายเป็นช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมย้ำว่าการตั้งด่านมี “ต้นทุน” สะท้อนการคอร์รัปชันในระบบ และจำเป็นต้องปราบปรามอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการบังคับใช้ Body Cam ที่ห้ามปิดโดยเด็ดขาด
ฝั่ง นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้สมัคร สส.เขต 10 พรรคโอกาสใหม่ มองว่าปัญหาด่านตรวจไม่ได้จำกัดอยู่แค่โคราช แต่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยต้นตอคือคำสั่งจากผู้มีอำนาจระดับบน
รวมถึงเสนอให้ ผบ.ตร. และรัฐบาลออกกฎระเบียบชัดเจน หากพบด่านเถื่อนหรือการเรียกรับเงิน ต้องลงโทษวินัยร้ายแรง รวมถึงให้ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมทั้งย้ำว่าตำรวจชั้นผู้น้อยควรได้รับการดูแลด้านสวัสดิการและค่าตอบแทน เพื่อไม่ให้ระบบผลักดันไปสู่การทุจริต
แม้แนวทางจะแตกต่าง แต่ผู้ร่วมเวทีทั้ง 5 พรรคต่างเห็นตรงกันว่า ปัญหาด่านตรวจที่เกินความจำเป็นและข้อกล่าวหาเรื่องส่วย เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตและการทำมาหากินของประชาชนในโคราช โดยเฉพาะธุรกิจกลางคืนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังเวลางาน ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขให้การบังคับใช้กฎหมายอยู่บนความโปร่งใสและไม่กระทบปากท้องคนพื้นที่