ดีเบตเดือด ‘กรณ์ vs จุลพันธ์’ นโยบายประชานิยม ‘เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน’

26 ม.ค. 2569 | 13:34 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ม.ค. 2569 | 13:41 น.

เวทีดีเบตเชียงใหม่เดือด "กรณ์" ท้าชน "จุลพันธ์" ซัดนโยบาย ‘เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน’ เข้าข่ายประชานิยมไร้หลักการ ด้านเพื่อไทยสวนกลับ ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ฐานภาษี

KEY

POINTS

  • กรณ์ จาติกวณิช วิพากษ์วิจารณ์นโยบาย "เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน" เป็นประชานิยมเพื่อหาเสียง โดยชี้ว่าเงินภาษีควรใช้ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่การแจกแบบสุ่ม
  • จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ โต้แย้งว่านโยบายดังกล่าวไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นกลยุทธ์สร้างแรงจูงใจเพื่อดึงคนเข้าระบบฐานข้อมูล (Big Data) และนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าระบบภาษี 
  • กรณ์โต้กลับว่าคำอธิบายเรื่อง Big Data ฟังไม่ขึ้น เพราะเกษตรกรและผู้สูงอายุส่วนใหญ่ลงทะเบียนกับรัฐอยู่แล้ว 

ในการแข่งขันประชันวิสัยทัศน์บนเวที Nation Election DEBATE "จุดเปลี่ยนประเทศไทย"** ณ จังหวัดเชียงใหม่ บรรยากาศเป็นไปอย่างเข้มข้น เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดประเด็นถามพรรคเพื่อไทยถึงความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายที่ถูกมองว่าเป็น "ประชานิยม" เพื่อหวังผลคะแนนเสียง

กรณ์ เปิดประเด็น ภาษีประชาชนต้องใช้ให้ถูกคน ไม่ใช่แจกเพื่อหาเสียง

นายกรณ์ได้ตั้งคำถามอย่างเผ็ดร้อนว่า พรรคคู่แข่งพร้อมหรือไม่ ที่จะสนับสนุนนโยบายที่มีลักษณะเป็นประชานิยม โดยไม่มีหลักการพิจารณาว่าเงินภาษีที่แจกจ่ายออกไปนั้น ตกถึงมือผู้ที่เดือดร้อน ยากจน หรือสมควรได้รับความช่วยเหลือจริงหรือไม่ นายกรณ์เน้นย้ำว่าการใช้เงินภาษีของประชาชนควรมีหลักการที่ชัดเจนมากกว่าการหวังผลทางการเมือง

จุลพันธ์ สวนกลับ "ไม่ใช่ประชานิยม" ชูกลยุทธ์สร้าง Big Data-ดึงภาษีแสนล้าน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย ได้รับคำท้าและขึ้นตอบคำถามโดยชี้แจงว่า นโยบาย "เศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน" ที่ถูกโจมตีนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นกระบวนการ "สร้างแรงจูงใจ" เพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของรัฐ (Big Data)

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ระบุว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรเพียงไม่ถึง 10 ล้านคนจากทั้งหมดที่มาลงทะเบียนกับรัฐ พรรคเพื่อไทยจึงต้องการใช้รางวัลนี้จูงใจให้คนกลุ่มนี้ รวมถึงผู้สูงอายุและอาสาสมัคร เข้ามาให้ข้อมูลเรื่องพื้นที่ทำกินและการเพาะปลูก เพื่อให้รัฐบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างตรงเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายสำคัญคือการดึง "เศรษฐกิจนอกระบบ" (Informal Economy) ขึ้นมาบนดินผ่านการใช้ใบเสร็จลุ้นโชค

"นโยบายนี้รัฐใช้เงินเพียงปีละ 3,200 ล้านบาท แต่เราสามารถ สร้างเม็ดเงินกลับมาในรูปของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้มากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี นี่คือการโชว์กึ๋นในการหารายได้ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และเทคโนโลยี AI และ Big Data จะช่วยตรวจสอบการทุจริตและราคาสินค้าได้แบบเรียลไทม์”

กรณ์ โต้กลับ ฟังไม่ขึ้น! หวั่นทำลายวินัยการคลัง

นายกรณ์ได้โต้แย้งทันทีว่าคำอธิบายของนายจุลพันธ์นั้น "ฟังไม่ขึ้น" เพราะในความเป็นจริง เกษตรกรและผู้สูงอายุต่างลงทะเบียนกับรัฐอยู่แล้วผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น ประกันรายได้เกษตรกร เพราะพวกเขาได้รับประโยชน์โดยตรง ไม่จำเป็นต้องใช้การสุ่มรางวัลมาจูงใจ

นายกรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้ยกความเห็นจาก TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) ที่ออกมาเตือนว่านโยบายนี้เข้าข่ายประชานิยมที่ไม่สร้างประโยชน์ และสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายวินัยทางทางการคลัง "เงิน 3,200 ล้านบาทที่ท่านจะเอาไปเสี่ยงโชค สามารถนำไปซื้ออาหารเช้าให้เด็กนักเรียนทั่วประเทศได้ถึง 1 ล้านคนต่อปี" นายกรณ์กล่าวเปรียบเทียบถึงความคุ้มค่าของการใช้ภาษี

โมเดลต่างประเทศ vs ความบังเอิญของตัวเลข

นายจุลพันธ์ได้ใช้สิทธิ์โต้แย้งปิดท้ายว่า นโยบายลักษณะนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วใน ไต้หวันและบราซิล ซึ่งธนาคารโลก (World Bank) ก็ให้การยอมรับว่าเป็นเครื่องมือที่ดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงคนเข้าสู่ระบบ

อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ได้ทิ้งท้ายด้วยอารมณ์ขันแกมประชดประชันว่า ประเทศไทยยังโชคดีที่นายจุลพันธ์จับได้เบอร์ 9 จึงแจกวันละ 9 ล้านบาท หากจับได้เบอร์ 50 ประเทศชาติอาจต้องสูญเสียงบประมาณมากกว่านี้

ซึ่งนายจุลพันธ์ยืนยันว่าตัวเลข 9 ล้านบาทนั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมในการสร้างแรงกระเพื่อม (Impact) ต่อเศรษฐกิจตามหลักการที่ศึกษามา