KEY
POINTS
ท่ามกลางความตึงเครียดของระเบียบโลกที่ยังไม่คลี่คลาย นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มส่งสัญญาณชัดว่า สหรัฐอเมริกาไม่ได้มุ่งเพียงจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ แต่กำลัง 'เตรียมความพร้อม' เข้าสู่ภาวะเผชิญหน้าเชิงความมั่นคงมากขึ้น รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) วิเคราะห์ในรายการ 'ฐานทอล์ค' ทางเนชั่นทีวี 22 โดยระบุว่า ทรัมป์เตรียมตั้งงบกลาโหมระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ควบคู่กับการบีบให้ซัพพลายเชนและทรัพยากรสำคัญกลับสู่แผ่นดินสหรัฐ ถูกมองว่าไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจปกติ หากแต่เป็นการปูทางสู่โหมดสงครามในเชิงยุทธศาสตร์
ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังขยับจาก 'ภูมิเศรษฐศาสตร์' สู่ 'ภูมิรัฐศาสตร์' อย่างชัดเจน รวมถึงการใช้ปฏิบัติการด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อค้ำอำนาจและสร้างฐานเสียงก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม
รศ.ดร.สมภพ ระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายหลักของทรัมป์ในปีนี้ คือการแทรกแซงบทบาทของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินสอดคล้องกับทิศทางรัฐบาล โดยเฉพาะการผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยปรับลดลงอย่างรวดเร็ว
เหตุผลสำคัญมาจากภาระการคลังของสหรัฐที่กำลังพุ่งสูง ทั้งการรีไฟแนนซ์พันธบัตรที่ครบกำหนดมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ การขาดดุลงบประมาณระดับเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และหนี้สาธารณะที่ทะลุ 38 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว
หนึ่งในกลไกสำคัญที่รัฐบาลต้องการคือการเปิดทางให้เกิดการ 'ซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล' หรือการที่เฟดเข้าไปดูดซับพันธบัตรในตลาด เพื่อพยุงราคาพันธบัตรและกดอัตราผลตอบแทน (yield) ให้ลดลง
"เมื่อราคาพันธบัตรสูงขึ้น ยิลด์จะปรับลดลงโดยอัตโนมัติ ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลสหรัฐต้องแบกรับในการรีไฟแนนซ์หนี้เดิม รวมถึงการออกพันธบัตรใหม่ ก็จะลดลงตามไปด้วย"
รศ.ดร.สมภพ มองว่า การกดดันให้เฟดผ่อนคลายนโยบายการเงิน และเอื้อให้เกิดกระบวนการลักษณะนี้ จึงไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจทั่วไป แต่เป็นฐานรองรับทางการเงินที่จำเป็นต่อการใช้งบประมาณด้านความมั่นคงและกลาโหมในระดับมหาศาลของรัฐบาลทรัมป์
รศ.ดร.สมภพ ชี้ว่า สัญญาณที่ชัดที่สุดคือการเตรียมเพิ่มงบกลาโหมของสหรัฐจากราว 9 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน เป็นระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ เพราะงบดังกล่าว 'ลดได้ยาก แต่ต้องใช้เพิ่ม'
ขณะเดียวกัน ทรัมป์กำลังผลักดันให้สหรัฐกลับไปพึ่งพาเศรษฐกิจภาคการผลิตและทรัพยากรธรรมชาติ มากกว่าการพึ่งภาคบริการและการเงินเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน เหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง หรือแร่หายาก (Rare Earth) โดยใช้มาตรการภาษีและแรงกดดันทางการค้าเป็นเครื่องมือบีบให้เงินทุนและอุตสาหกรรมย้ายกลับประเทศ หรืออย่างน้อยเข้ามาลงทุนในสหรัฐมากขึ้น
รศ.ดร.สมภพ มองว่า หากประเทศขาดความมั่นคงด้านทรัพยากรและฐานการผลิต เมื่อเกิดสงครามขนาดใหญ่ขึ้น โอกาสเสียเปรียบจะสูงทันที นี่จึงเป็นเหตุผลที่นโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ถูกออกแบบให้รองรับสถานการณ์ความขัดแย้งระยะยาว
นอกจากมิติภายในประเทศแล้ว รศ.ดร.สมภพ เห็นว่า ทรัมป์กำลังใช้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้น ตั้งแต่การจัดการกับเวเนซุเอลา การส่งสัญญาณต่อกรีนแลนด์ ไปจนถึงท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่าน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ผู้นำโลกและดึงคะแนนจากกลุ่มผู้มีแนวคิดสายเหยี่ยว
แนวทางดังกล่าวสอดรับกับเป้าหมายทางการเมืองระยะสั้น คือการนำพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งกลางเทอมทั้งสองสภา ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงหนึ่งปี โดย รศ.ดร.สมภพ ระบุว่า ในภาวะที่แรงหนุนจากสภาและศาลเริ่มสั่นคลอน อำนาจจากฝ่ายความมั่นคงคือฐานที่ทรัมป์พึ่งพาได้มากที่สุด
ในมุมมองเชิงโครงสร้างโลก รศ.ดร.สมภพ ประเมินว่า นโยบายของทรัมป์จะเร่งให้โลกเข้าสู่ภาวะการแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น โดยมีสหรัฐและจีนเป็นแกนหลัก ประเทศต่าง ๆ ต้องเริ่มทบทวนว่าจะพึ่งพาสหรัฐภายใต้ทุนนิยมเสรีแบบเดิมได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานใหม่และกลุ่มเศรษฐกิจใหม่จะทยอยก่อตัว
ท้ายที่สุด รศ.ดร.สมภพ สรุปว่า ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่าสหรัฐภายใต้ทรัมป์ไม่ได้เพียง 'จัดระเบียบโลกใหม่' แต่กำลังขยับเข้าสู่ระยะของระเบียบโลกเดือด ซึ่งความมั่นคงและพลังทางทหารจะกลายเป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดทิศทางโลกในระยะถัดไป