1 ปีทรัมป์ เขย่าเศรษฐกิจสหรัฐ ธุรกิจล้มระนาว สินค้าไทยต้องเร่งปรับตัว

14 ม.ค. 2569 | 11:26 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ม.ค. 2569 | 11:52 น.

1 ปีทรัมป์ ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐผันผวนหนักจากปัจจัยการเมือง–ภาษีการค้า รีเทลยอดขายทรุด ธุรกิจแห่ยื่นล้มละลาย “ประมุข” ซีอีโอ PJUS GROUP ชี้สินค้าไทยต้องสร้างแบรนด์ เจาะตลาดบน ลดพึ่งราคา ฝ่าความเสี่ยงรอบด้าน

KEY

POINTS

  • เศรษฐกิจสหรัฐฯ ผันผวนสูงจากนโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ และสถานการณ์การเมืองภายในที่ส่งผลให้ยอดค้าปลีกลดลงอย่างมาก
  • ต้นทุนสินค้าไทยที่สูงขึ้นจากกำแพงภาษีและค่าเงินบาทที่แข็งค่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจจำนวนมากในสหรัฐฯ ต้องยื่นขอล้มละลาย
  • สินค้าไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากเวียดนาม ซึ่งรุกตลาดสหรัฐฯ ด้วยสินค้าคุณภาพใกล้เคียงในราคาที่ถูกกว่า โดยเฉพาะข้าวและเครื่องดื่ม
  • ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับตัวโดยเลิกแข่งขันด้านราคา และหันมาสร้างแบรนด์ คุณภาพ และเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

นายประมุข เจิดพงศาธร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท PJUS GROUP ผู้จัดหาและนำเข้าสินค้าไทยเข้าสู่ตัวแทนจำหน่าย ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และหน่วยงานรัฐในสหรัฐอเมริกา เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันอยู่ในภาวะผันผวนสูง และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีทั้งปัจจัยด้านการเมือง ความมั่นคง และนโยบายการค้าระหว่างประเทศเข้ามากระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ

 

ในฐานะที่ทำธุรกิจในสหรัฐมาตั้งแต่ปี 1996 และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายประมุขสะท้อนว่า เศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากหลายเหตุการณ์ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงผลพวงจากเหตุลอบยิงอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนำไปสู่การกวาดล้างผู้อยู่อาศัยผิดกฎหมายอย่างเข้มข้นในหลายรัฐ

 

ประมุข เจิดพงศาธร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท PJUS GROUP

 

“การส่งหน่วย National Guard ลงพื้นที่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่กล้าออกจากบ้าน แม้แต่คนที่อยู่ถูกกฎหมายแต่มีญาติผิดกฎหมายก็พลอยระวังตัว ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลงอย่างชัดเจน” นายประมุขกล่าว พร้อมระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวทำให้ยอดขายของผู้ค้าปลีก (Retailers) ในสหรัฐลดลงถึง 12-14% ในปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นโยบายภาษีการค้าตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% มีผลตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ได้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะเมื่อผนวกกับภาวะสงครามการค้าและสงครามจริงที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค

นายประมุขชี้ว่า แม้อัตราภาษีของไทยจะใกล้เคียงกับประเทศอาเซียนอื่น เช่น เวียดนามที่ถูกเก็บ 20% แต่บางประเทศอย่างอินเดียถูกเก็บสูงถึง 50% จากปัจจัยทางการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนในอินเดียได้รับผลกระทบตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหญ่ของไทยคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในอาเซียน

“ขณะที่หลายประเทศอย่างญี่ปุ่นและจีนค่าเงินอ่อน แต่เงินบาทแข็งอยู่ราว 31 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ต้นทุนส่งออกของไทยสูงขึ้นทันที โรงงานไทยต้องตั้งราคาขายแพงขึ้นโดยเลี่ยงไม่ได้” นายประมุขกล่าว

ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาษีและค่าเงิน ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากในสหรัฐต้องเข้าสู่กระบวนการ Chapter 11 (กฎหมายล้มละลายของสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ธุรกิจยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ในขณะที่กำลังจัดทำแผนปรับโครงสร้างหนี้เพื่อฟื้นฟูกิจการ) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และประคองกิจการ

“ห้างร้านในอเมริกายอดขายตก ผู้นำเข้าที่ไม่มีแบรนด์แข็งแรงพอจะไม่กล้านำเข้าสินค้า เพราะความเสี่ยงสูงขึ้นมาก” เขากล่าว

สำหรับการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ นายประมุขมองว่า คู่แข่งที่น่ากังวลที่สุดคือเวียดนาม ซึ่งรุกตลาดอย่างดุดันในแทบทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะเครื่องดื่มและข้าว ข้าวพันธุ์ ST25 ของเวียดนามมีคุณภาพใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย แต่ราคาถูกกว่ามาก ขณะที่ราคาข้าวไทยยังอยู่ในระดับสูงจากโครงสร้างตลาดภายในประเทศ ทั้งนี้หากข้าวไทยแพงเกินไป ผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปใช้ของเวียดนามทันที ขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามโต 7-9% ต่อปี แต่ไทยโตเพียงราว 2%

 

 

ท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้าน PJUS Group วางกลยุทธ์รับมือโดยมุ่งสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและแบรนด์ ปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต 15-20% จากทั้งสินค้าเดิมและสินค้าใหม่ โดยเน้นตลาดบน กลุ่ม All Natural และ Organic ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและอ่อนไหวต่อราคาน้อยกว่า

แม้ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายจะปรับขึ้นราคาสินค้าเต็มอัตราภาษีตั้งแต่ต้นปี แต่ PJUS เลือกปรับขึ้นเพียงครึ่งเดียวเพื่อรักษาฐานลูกค้า และใช้เป็นโอกาสทางการตลาด สินค้าหลักของบริษัทยังครอบคลุมตั้งแต่ข้าว น้ำมะพร้าว กะทิ ไปจนถึงผลไม้อบแห้ง

นายประมุข กล่าวอีกว่า พฤติกรรมผู้บริโภคสหรัฐกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ยอดขายเบียร์ลดลง 10-20% ขณะที่สินค้าอาหารเพื่อสุขภาพเติบโต สอดคล้องกับทิศทางเงินเฟ้อสูงและความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

สำหรับสินค้าไทย บทเรียนสำคัญในยุคความไม่แน่นอนคือ การลดการแข่งด้านราคา หันมาสร้างแบรนด์ คุณภาพ และความแตกต่าง พร้อมกระจายความเสี่ยงทั้งด้านตลาดและช่องทางจำหน่าย

“โลกการค้าวันนี้ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำคือเตรียมตัวให้พร้อม และยอมรับว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงอาจเกิดขึ้นได้ทุกวัน” นายประมุข กล่าวทิ้งท้าย