KEY
POINTS
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา (Supreme Court) จะพิจาณาตัดสินการเก็บภาษีนำเข้าหรือภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใช้อำนาจกฎหมายฉุกเฉินประกาศใช้กับทุกประเทศคู่ค้าทั่วโลกซึ่งรวมทั้งไทยว่าเป็นการทำเกินขอบเขตอำนาจหรือไม่ว่า
การทบทวนนโยบายการขึ้นภาษี จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทบทวนเรื่องการขึ้นภาษีต่าง ๆ ซึ่งจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์พลังงาน
ทั้งนี้ การกีดกันทางการค้าและการขู่จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า 25% กับประเทศที่ยังคงทำธุรกรรมการค้ากับอิหร่าน ก็อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกได้ โดยเฉพาะจีนที่อาจหยุดซื้อน้ำมันจากอิหร่านเพื่อเลี่ยงปัญหาภาษี
โดยจะส่งผลให้อุปทาน (Supply) น้ำมันหายไปจากระบบทันที ซึ่งสร้างความกังวลในตลาดและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
อีกทั้งยังอาจผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการตั้งกำแพงภาษีหรือการกีดกันการนำเข้าส่งผลต่อการใช้พลังงานในภาพรวม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั้งในเชิงโครงสร้างการนำเข้าและการใช้สอยภายใน
"มุมมองด้านสถานะทางกฎหมายส่วนตัวมองว่า การดำเนินการเรื่องภาษีดังกล่าวถือเป็นการทำในนามรัฐบาล ไม่ใช่ในนามส่วนตัว จึงอาจเป็นปัจจัยที่ศาลต้องนำมาพิจารณาด้วย ประเด็นภาษีนี้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความผันผวนของราคาน้ำมันผ่านกลไกการกีดกันคู่ค้าของอิหร่าน"