KEY
POINTS
การพิจารณาคดีภาษีของสหรัฐในชั้นศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการประกาศขึ้นภาษีกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหน้าที่ของประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ดังนั้นหากศาลฎีกายืนยันคำตัดสินนี้ ทำเนียบขาวจะยังมีช่องทางใดในการใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจอีกหรือไม่
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน อธิบายว่า แม้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่อาศัยกฎหมาย IEEPA จะถูกศาลสกัด แต่สหรัฐยังมีกฎหมายเฉพาะรายสินค้าอย่างน้อย 4 ฉบับที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที ได้แก่ Trade Expansion Act, Trade Act, TIF Act และการใช้กลไกของกรมศุลกากรในการปรับรหัสพิกัดสินค้า ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถขึ้นภาษีสินค้าเป็นรายประเภท โดยไม่จำเป็นต้องผ่านสภาคองเกรส หากอ้างเหตุด้านความมั่นคง ความเสียหายทางเศรษฐกิจ การทุ่มตลาด หรือปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์
สาระสำคัญคือ ภาษีเฉพาะรายสินค้าเหล่านี้ให้อำนาจที่ 'แรงกว่า' ภาษีตอบโต้ โดยอัตราภาษีสามารถไล่ตั้งแต่ 0% ไปจนถึง 100% ต่างจากภาษีตอบโต้ที่เก็บเฉลี่ยเพียง 15–20% และสูงสุดราว 50% เท่านั้น
"ภาษีตอบโต้ที่กำลังถูกศาลพิจารณานั้น สหรัฐคาดว่าจะจัดเก็บได้ประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ภาษีเฉพาะรายสินค้าหากใช้เต็มรูปแบบ อาจสร้างรายได้สูงถึง 700,000 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้าที่เคยถูกนำมาใช้มาตรการแล้ว ได้แก่ เหล็ก เครื่องครัว ชิ้นส่วนยานยนต์ ยา ทองแดง และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งบางรายการถูกตั้งอัตราภาษีสูงถึง 100%"
ในมุมของประเทศไทย รศ.ดร.อัทธ์ประเมินว่า ภาษีตอบโต้ในอัตรา 19% ที่เคยถูกพูดถึง มีแนวโน้ม 'ไม่ถูกเรียกเก็บ' หากศาลฎีกาตัดสินว่าการใช้อำนาจดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สงครามการค้ายังไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะสหรัฐยังคงใช้เงื่อนไขอื่นเป็นเครื่องมือต่อรอง โดยเฉพาะการบังคับให้ประเทศคู่ค้านำเข้าสินค้าสหรัฐเพิ่มขึ้น รวมถึงการใช้สิทธิภาษีศูนย์ (0%) กับสินค้ากว่า 1,000 รายการที่สหรัฐไม่สามารถผลิตเองได้ เพื่อควบคุมต้นทุนค่าครองชีพในประเทศ และใช้เป็นแต้มต่อในการเจรจาต่อรอง
"หากการเจรจาไม่เป็นไปตามที่สหรัฐต้องการ ก็ยังมีความเสี่ยงที่รัฐบาลทรัมป์จะหันมาใช้ภาษีเฉพาะรายสินค้าในอัตราสูงเป็นมาตรการกดดัน ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยตรงผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร และมีผลกระทบต่อโครงสร้างการค้าโลกมากกว่าภาษีตอบโต้แบบครอบคลุมทั้งประเทศ"
ในเชิงผลกระทบทางมหภาค รศ.ดร.อัทธ์เตือนว่า หากศาลสั่งให้สหรัฐต้องคืนภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว รัฐบาลอาจต้องเผชิญภาระการชดเชยความเสียหายสูงถึง 200,000–300,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะต้องระดมเงินผ่านการออกพันธบัตรเพิ่มเติม ส่งผลให้หนี้สาธารณะของสหรัฐที่อยู่ในระดับกว่า 120% ต่อ GDP ปรับสูงขึ้นอีก และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์ในระยะยาว
ภายใต้ฉากทัศน์ดังกล่าว เงินทุนมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์สหรัฐ โดยเฉพาะพันธบัตร ไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ เงิน และการลงทุนในแร่หายาก ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจสหรัฐและภูมิรัฐศาสตร์โลก โดย รศ.ดร.อัทธ์ประเมินว่า ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นแรง หากความไม่แน่นอนทางนโยบายยังยืดเยื้อ
ท้ายที่สุด ดร.อัทธ์ ย้ำว่า เศรษฐกิจสหรัฐในฐานะประเทศผู้นำเข้าอันดับหนึ่งของโลก หากเผชิญภาวะถดถอยหรือความปั่นป่วนด้านนโยบาย จะส่งแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงประเทศไทยซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐราว 18% โดยความเสี่ยงภาวะ Technical Recession ของสหรัฐจะยิ่งสูงขึ้น หากแรงกดดันจากนโยบายภาษี การคลัง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เดินหน้าพร้อมกัน