KEY
POINTS
สงครามการค้าที่เริ่มต้นด้วยคำสั่งปลายปากกาของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการกลับมาครองอำนาจประธานาธิบดีสหรัฐ รอบที่สอง กำลังก้าวเข้าสู่จุดตัดสินที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์กฎหมายสหรัฐฯ
คดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาษีศุลกากร แต่เป็นการทดสอบขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระดับโลก
เรื่องราวเริ่มขึ้นในช่วง กุมภาพันธ์ - เมษายน 2568 เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีโดยอ้างอำนาจตาม กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) ปี 1977
ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อใช้ใน "ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ" ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อจัดเก็บภาษี 2 รูปแบบหลัก คือ
1.ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) : เก็บ 10-50% กับเกือบทุกประเทศคู่ค้าที่มีการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ สูงกว่า
2.ภาษีเฟนทานิล (Fentanyl Tariffs) : เก็บ 25% กับสินค้าจากจีน เม็กซิโก และแคนาดา เพื่อกดดันปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติด
การกระทำนี้ส่งผลให้ภาคธุรกิจกว่า 900 แห่ง นำโดยบริษัท V.O.S. Selections และอัยการจาก 12 รัฐ ยื่นฟ้องต่อศาล โดยระบุว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด (Ultra Vires)
เส้นทางในชั้นศาลช่วงกลางปี 2568 ไม่เป็นใจให้กับฝ่ายบริหารนัก:
28 พฤษภาคม 2568 : ศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT) ตัดสินว่าการเก็บภาษีนี้ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" โดยระบุว่าสภาคองเกรสไม่ได้มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีสร้างระบบภาษีใหม่ผ่าน IEEPA
29 สิงหาคม 2568 : ศาลอุทธรณ์ภาคพื้นรัฐบาลกลาง (CAFC) มีมติ 7 ต่อ 4 ยืนตามคำตัดสินเดิม โดยชี้ว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มาตรา 1 ให้อำนาจการเก็บภาษีแก่สภาคองเกรสเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ศาลได้ระงับผลของคำสั่งไว้ชั่วคราวเพื่อให้รัฐบาลยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดได้
ขณะนี้คดีเดินทางมาถึง ศาลสูงสุด (Supreme Court) ซึ่งได้รับคำร้องและสั่งพิจารณาแบบเร่งด่วน โดยมีการเปิดการไต่สวนไปเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568
ในวันนั้น ผู้พิพากษาทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมต่างแสดงความสงสัยว่า "การขาดดุลการค้า" สามารถนับเป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติได้จริงหรือไม่
ล่าสุด ณ วันที่ 9 มกราคม 2569 ศาลสูงสุดยังไม่ได้ออกคำวินิจฉัย แต่มีการส่งสัญญาณผ่านเว็บไซต์ว่าอาจมีการออกคำตัดสินในคดีที่ค้างอยู่ รวมถึงคดีภาษีนี้ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569
หากศาลตัดสินว่าภาษีผิดกฎหมาย รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษี (Refund) สูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ที่เก็บสะสมมาตั้งแต่ต้นปี 2568
โดนัลด์ ทรัมป์: แสดงอาการกังวลอย่างชัดเจน โดยโพสต์ผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ว่า **"WE'RE SCREWED" (เราพังแน่) หากพ่ายคดี เพราะระบบการคืนเงินจะสร้างความโกลาหลอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม เขายังคงยืนยันว่าภาษีทำให้สหรัฐฯ แข็งแกร่งทางการเงิน และยังท้าทายด้วยการประกาศเก็บภาษีใหม่ 25% กับประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน
Scott Bessent รมว.คลัง : ระบุว่ารัฐบาลมีเงินสดสำรอง (TGA) ประมาณ 7-8 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งพอจะคืนเงินได้แต่อาจต้องใช้เวลาดำเนินการนานเป็นปี ขณะที่ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวย้ำว่า "เราคาดหวังว่าจะชนะ" แต่ก็ได้เตรียม "เครื่องมืออื่น" ไว้รองรับหากผลออกมาเป็นลบ
ฝ่ายค้าน (เดโมแครต) : วิจารณ์นโยบายนี้อย่างรุนแรงว่าเป็นการเก็บภาษีคนอเมริกันเองผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น และกดดันให้รัฐบาลเตรียมแผนเยียวยาหากศาลสั่งให้คืนเงิน
ภาคเอกชนสหรัฐ : ตลาดทุนกำลังเฝ้าระวัง หากศาลสั่งเป็นโมฆะ จะเป็นผลดีต่อผู้นำเข้าและผู้บริโภค แต่จะสร้างความผันผวนอย่างหนักในตลาดพันธบัตรเนื่องจากรัฐบาลอาจต้องกู้เงินมหาศาลมาจ่ายคืนภาษี
พุธที่ 14 มกราคมนี้ จึงไม่ใช่แค่การตัดสินคดีความ แต่คือการชี้ชะตาทิศทางเศรษฐกิจและขอบเขตอำนาจผู้นำสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์