ย้อนรอยคดี 'ศาลสูงสุดชี้ชะตาภาษีทรัมป์' เดิมพันอำนาจ เขย่าเศรษฐกิจโลก

14 ม.ค. 2569 | 00:57 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ม.ค. 2569 | 02:52 น.

ย้อนรอยคดีประวัติศาสตร์ เมื่อ "ทรัมป์" ใช้กฎหมาย IEEPA รีดภาษีทั่วโลกจนถูกฟ้องนัวเนีย ลุ้นคำวินิจฉัยศาลสูงสุด 14 ม.ค. นี้ หากแพ้อาจต้องคืนเงินมหาศาล ท่ามกลางเสียงเตือน "เราซวยแน่"

KEY

POINTS

  • คดีเริ่มต้นจากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) สั่งเก็บภาษีศุลกากร 2 รูปแบบ ทำให้ภาคธุรกิจและหลายรัฐยื่นฟ้องว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต
  • ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินว่าการเก็บภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยชี้ว่าอำนาจในการเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ประธานาธิบดี
  • ปัจจุบันคดีอยู่ในการพิจารณาของศาลสูงสุด ซึ่งจะชี้ขาดว่า "การขาดดุลการค้า" สามารถนับเป็น "ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ" เพื่อให้ประธานาธิบดีมีอำนาจเก็บภาษีได้หรือไม่
  • หากศาลสูงสุดตัดสินว่าการเก็บภาษีผิดกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีสูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

สงครามการค้าที่เริ่มต้นด้วยคำสั่งปลายปากกาของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการกลับมาครองอำนาจประธานาธิบดีสหรัฐ รอบที่สอง กำลังก้าวเข้าสู่จุดตัดสินที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์กฎหมายสหรัฐฯ

คดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาษีศุลกากร แต่เป็นการทดสอบขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระดับโลก

จุดเริ่มต้น: การใช้ไม้ตาย IEEPA สั่งเก็บภาษีสายฟ้าแลบ

เรื่องราวเริ่มขึ้นในช่วง กุมภาพันธ์ - เมษายน 2568 เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีโดยอ้างอำนาจตาม กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) ปี 1977

ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อใช้ใน "ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ" ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อจัดเก็บภาษี 2 รูปแบบหลัก คือ

1.ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) : เก็บ 10-50% กับเกือบทุกประเทศคู่ค้าที่มีการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ สูงกว่า

2.ภาษีเฟนทานิล (Fentanyl Tariffs) : เก็บ 25% กับสินค้าจากจีน เม็กซิโก และแคนาดา เพื่อกดดันปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติด

การกระทำนี้ส่งผลให้ภาคธุรกิจกว่า 900 แห่ง นำโดยบริษัท V.O.S. Selections และอัยการจาก 12 รัฐ ยื่นฟ้องต่อศาล โดยระบุว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด (Ultra Vires)

ย้อนรอยคดี 'ศาลสูงสุดชี้ชะตาภาษีทรัมป์' เดิมพันอำนาจ เขย่าเศรษฐกิจโลก

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์: หมัดฮุคที่ทำให้รัฐบาลสะเทือน

เส้นทางในชั้นศาลช่วงกลางปี 2568 ไม่เป็นใจให้กับฝ่ายบริหารนัก:

28 พฤษภาคม 2568 : ศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT) ตัดสินว่าการเก็บภาษีนี้ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" โดยระบุว่าสภาคองเกรสไม่ได้มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีสร้างระบบภาษีใหม่ผ่าน IEEPA

29 สิงหาคม 2568 : ศาลอุทธรณ์ภาคพื้นรัฐบาลกลาง (CAFC) มีมติ 7 ต่อ 4 ยืนตามคำตัดสินเดิม โดยชี้ว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มาตรา 1 ให้อำนาจการเก็บภาษีแก่สภาคองเกรสเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ศาลได้ระงับผลของคำสั่งไว้ชั่วคราวเพื่อให้รัฐบาลยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดได้

สถานะปัจจุบัน: ลุ้นระทึกคำชี้ขาดศาลสูงสุด

ขณะนี้คดีเดินทางมาถึง ศาลสูงสุด (Supreme Court) ซึ่งได้รับคำร้องและสั่งพิจารณาแบบเร่งด่วน โดยมีการเปิดการไต่สวนไปเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

ในวันนั้น ผู้พิพากษาทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมต่างแสดงความสงสัยว่า "การขาดดุลการค้า" สามารถนับเป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติได้จริงหรือไม่

ล่าสุด ณ วันที่ 9 มกราคม 2569 ศาลสูงสุดยังไม่ได้ออกคำวินิจฉัย แต่มีการส่งสัญญาณผ่านเว็บไซต์ว่าอาจมีการออกคำตัดสินในคดีที่ค้างอยู่ รวมถึงคดีภาษีนี้ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569

หากศาลตัดสินว่าภาษีผิดกฎหมาย รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษี (Refund) สูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ที่เก็บสะสมมาตั้งแต่ต้นปี 2568

ท่าทีของแต่ละฝ่าย: ความโกลาหลที่รออยู่

โดนัลด์ ทรัมป์: แสดงอาการกังวลอย่างชัดเจน โดยโพสต์ผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ว่า **"WE'RE SCREWED" (เราพังแน่) หากพ่ายคดี เพราะระบบการคืนเงินจะสร้างความโกลาหลอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เขายังคงยืนยันว่าภาษีทำให้สหรัฐฯ แข็งแกร่งทางการเงิน และยังท้าทายด้วยการประกาศเก็บภาษีใหม่ 25% กับประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน

Scott Bessent รมว.คลัง : ระบุว่ารัฐบาลมีเงินสดสำรอง (TGA) ประมาณ 7-8 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งพอจะคืนเงินได้แต่อาจต้องใช้เวลาดำเนินการนานเป็นปี ขณะที่ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวย้ำว่า "เราคาดหวังว่าจะชนะ" แต่ก็ได้เตรียม "เครื่องมืออื่น" ไว้รองรับหากผลออกมาเป็นลบ

ฝ่ายค้าน (เดโมแครต) : วิจารณ์นโยบายนี้อย่างรุนแรงว่าเป็นการเก็บภาษีคนอเมริกันเองผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น และกดดันให้รัฐบาลเตรียมแผนเยียวยาหากศาลสั่งให้คืนเงิน

ภาคเอกชนสหรัฐ : ตลาดทุนกำลังเฝ้าระวัง หากศาลสั่งเป็นโมฆะ จะเป็นผลดีต่อผู้นำเข้าและผู้บริโภค แต่จะสร้างความผันผวนอย่างหนักในตลาดพันธบัตรเนื่องจากรัฐบาลอาจต้องกู้เงินมหาศาลมาจ่ายคืนภาษี

พุธที่ 14 มกราคมนี้ จึงไม่ใช่แค่การตัดสินคดีความ แต่คือการชี้ชะตาทิศทางเศรษฐกิจและขอบเขตอำนาจผู้นำสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์