KEY
POINTS
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีที่ศาลฏีกาสหรัฐ (Supreme Court) กำลังอยู่ระหว่างพิจาณาตัดสินการเก็บภาษีนำเข้าหรือภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใช้อำนาจกฎหมายฉุกเฉินประกาศใช้กับทุกประเทศคู่ค้าทั่วโลกซึ่งรวมทั้งไทยว่าเป็นการทำเกินขอบเขตอำนาจหรือไม่ ว่า หากศาลตัดสินใจให้สามารถดำเนินการต่อได้ สำหรับประเทศไทยก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในเรื่องสถานะ
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สำคัญที่น่าห่วงหากศาลตัดสินให้สามารถดำเนินการต่อได้คือ จะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับทรัมป์ในการใข้อำนาจของประธานาธิบดีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นความน่ากลัวได้เลยในรูปแบบหนึ่ง
ส่วนกรณีที่ศาลฯมีคำสั่งให้ยกเลิก โดยเห็นว่าเป็นการทำเกินขอบเขตของอำนาจประธานาธิบดี เพราะเป็นหน้าที่ของสภาครองเกรส ก็จะทำให้เรื่องราวทั้งหมดกลับไปสู่สถานะเดิม ซึ่งจะทำให้ประเทศคู่ค้าต่าง ๆ และจีนที่ถูกเก็บภาษีจากสหรัฐในอัตราสูงกลับไปอยู่ในสภาพเดิม ซึ่งรวมถึงไทย
สิ่งที่จะตามมา หากศาลสั่งยกเลิกการเก็บภาษีคือ สหรัฐฯ จะต้องคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วก่อนหน้านี้หรือไม่ หากศาลมีคำสั่งให้คืนจากการคำนวณเบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 1.33 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะกลายเป็นภาระเรื่องเงิน ซึ่งจะทำให้สถานะทางการเงินการคลังของสหรัฐรวน เนื่องจากภาระการคลังของสหรัฐเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ ยังเป็นการบั่นทอนอำนาจ หรือเสถียรภาพของทรัมป์อย่างมาก โดยจะส่งผลให้การเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงของสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะทำให้จะแพ้การเลือกตั้ง หรือเสียสภาล่างให้กับพรรคเดโมแครตมากขึ้น
“แน่นอนว่าคำตัดสินในทิศทางดังกล่าวนี้จะบั่นทอนอำนาจของทรัมป์ในหลายเรื่องที่ตัดสินใจทำ เช่น กรณีการใช้อำนาจรุกรานเวเนซุเอลา ซึ่งไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน ขณะที่บางเรื่องต้องผ่านสภาครองเกรส แต่ทรัมป์ใช้อำนาจของประธานาธิบดีที่ค่อนข้างมากเกินขอบเขตไปหลายเรื่อง”
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า หากศาลตัดสินให้ยกเลิกการเก็บภาษี ในภาพรวมน่าจะทำให้การค้าของโลกคลี่คลาย ขณะที่จีนก็จะส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้สินค้าจีนที่เข้าไปดัมฟ์ราคาตลาดอื่นลดน้อยลง รวมถึงไทย ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาได้ โดยหลังจากนั้นก็จะทำให้สภาวะการค้าของโลกกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้
“ผลดีต่อไทยก็คือการไม่ต้องถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า 19% ส่วนทางอ้อมก็จะช่วยลดปัญหาจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาแย่งตลาดจำนวนมากในประเทศ เพราะนี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สินค้าจีนทะลักเข้ามาในภูมิภาค โดยเริ่มมาตั้งแต่สงครามการค้าครั้งแรก“
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก็คือ กระแสการย้ายฐานการผลิตจะหยุดหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าการมีสงครามการค้าได้ส่งผลให้มีโรงงานหลายแห่งย้ายฐานการผลิตจีน รวมถึงของจีนเองที่ออกมาลงทุนในต่างประเทศ โดยต้องดูว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง (FDI) จากจีนจะค่อย ๆ คลี่คลายลงไปหรือไม่ การย้ายฐานก็จะลดลง
ส่วนการส่งออกไทยไปสหรัฐฯจะมีโอกาสที่ดีขึ้น โดยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สินค้าไทยที่ส่งเพิ่มไปยังสหรัฐฯในปี 2568 สัดส่วนประมาณ 28-29% นั้น หากเจาะลึกในรายละเอียดจะเห็นว่า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือบางหมวดเท่านั้นไม่ได้กระจายไปทั่ว แต่หากมีการยกเลิกการเก็บภาษีสินค้านำเข้า 19% ก็น่าจะทำให้สินค้าเกษตร หรือหมวดอื่นสามารถส่งออกได้ดีมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกแค่บางหมวด
“ต้องยอมรับว่าสินค้าที่ไทยส่งไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ในทางกลับกันไทยก็มีการนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นถึง 33% ซึ่งสถานการณ์อาจจะคลี่คลายขึ้น และทำให้มีสินค้าจากไทยส่งออกไปมากขึ้น จากการที่จีนลดการส่งสินค้าไปยังประเทศอื่น จากการที่สหรัฐฯกลับเข้าสู่ภาวะแบบเดิม ซึ่งจะทำให้จีนส่งออกไปยังสหรัฐฯเป็นตลาดใหญ่เหมือนในอดีต เพราะปัจจุบันจีนพลิกสถานการณ์โดยการลดส่งออกไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากถูกเรียกเก็บภาษีสูงทำให้ต้องหาตลาดใหม่ ส่งผลให้สินค้าจีนทะลักไปทั่วโลก รวมถึงไทยทำให้ได้รับผลกระทบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้โรงงานต่าง ๆ ย่ำแย่กันไปหมด“
อย่างไรก็ตามหากถามว่าไทยจะต้องมีการปรับแผน หรือกลยุทธ์อะไรหรือไม่นั้น ไทยต้องมีการปรับอย่างแน่นอน เพราะต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนภาพให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ไทยต้องรีบทำคือเร่งหาตลาดใหม่ รวมถึงมีการเจรจราทำข้อตกลงการค้า (FTA) กับประเทศอื่นให้มากขึ้น ลดการพึ่งพาตลาดหลัก เพื่อกระจายความเสี่ยง
“เชื่อว่าส่วนใหญ่ทั่วโลกเชียร์ให้ศาลฏีกาสหรัฐฯตัดสินไปในทิศทางที่มองว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตประธานาธิบดี เพราะสถานการณ์ของโลกจะคลี่คลายไปในทางที่ดีกว่าการให้อำนาจทรัมป์เต็ม และเพื่อไม่ให้เป็นการตอกย้ำว่าทรัมป์มีอำนาจตัดสินใจทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงอีกแบบกรณีการบุกชิงตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา หรือการถล่มประเทศอื่นโดยไม่มีการเตือน ไม่มีการสื่อสาร หรือข้อบ่งชี้ว่าประเทศนั้นผิดจริง แต่เป็นแค่เพียงข้อกล่าวหา ทำให้ทั้งโลกระส่ำ”