
สภาพัฒน์ ดึง บพท. ยกงานวิจัยพื้นที่ช่วยแก้จน–ลดเหลื่อมล้ำ
สภาพัฒน์ หารือคณะผู้บริหาร บพท. แลกเปลี่ยนแนวทางต่อยอดผลงานวิจัยสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย ดันโมเดลแก้จนแบบแม่นยำ ผลักดันการพัฒนาทักษะ สู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14
KEY
POINTS
- สภาพัฒน์ฯ ร่วมมือกับ บพท. เพื่อนำผลงานวิจัยเชิงพื้นที่มาต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ
- บพท. นำเสนอผลสำเร็จของงานวิจัยใน 20 จังหวัดนำร่องที่ใช้กลไกความร่วมมือ 4 ภาคส่วน และระบบข้อมูลชี้เป้าคนจน (PPPConnext) มาออกแบบโมเดลแก้จนที่ตรงจุด
- ข้อค้นพบจากงานวิจัยจะถูกนำไปใช้กำหนดแนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนในระดับพื้นที่
น.ส.วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หารือร่วมกับคณะผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นแนวทางต่อยอดงานวิจัยที่ บพท. ดำเนินการไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
โดยมี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ที่ปรึกษาการขับเคลื่อนวิทยสถาน “ธัชภูมิ” เพื่อการพัฒนาพื้นที่ ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. คุณจิริกา นุตาลัย ที่ปรึกษาโครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับแพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด และ ดร.อโศก พลบำรุง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ร่วมหารือ
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ระบุว่า ได้นำเสนอประเด็นสำคัญจากการดำเนินยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ของ บพท. (Area-based Strategic Program) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับโอกาสทางสังคม ได้แก่ ด้านงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ผลจากการนำร่องในพื้นที่ 20 จังหวัด พบว่าองค์ประกอบสำคัญในการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย
1. กลไกความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ จาก 4 ภาคส่วน คือ กลไกรัฐ (ท้องถิ่น/ท้องที่) กลไกตลาด (เอกชน/อุตสาหกรรมในพื้นที่) กลไกภาคประชาสังคม (ประชาสังคม/องค์กรชุมชน) และกลไกความรู้ (สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่) ร่วมกันบูรณาการข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา
2. การมีระบบข้อมูลชี้เป้า โดยร่วมกันค้นหา สำรวจ และสอบทานข้อมูลครัวเรือนยากจน ภายใต้ระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนระดับจังหวัด (PPPConnext) ช่วยวิเคราะห์และจำแนกกลุ่มเป้าหมายตามทุนและศักยภาพ
3. ระบบส่งต่อความช่วยเหลือ
4. การออกแบบโมเดลแก้จนเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างตรงเป้า อาทิ การเสริมพลังสร้างอาชีพ และการสร้างระบบสวัสดิการในพื้นที่โดยเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาระดับพื้นที่และแผนพัฒนาของจังหวัด
สำหรับผลการดำเนินงานใน 20 จังหวัด จนถึงปี 2568 มีการสอบทานข้อมูลคนจนในระบบ PPPConnext 1,645,624 ราย จาก 288,837 ครัวเรือน รวมทั้งเกิดโมเดลแก้จนที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากต่อไป
ด้านการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยการพัฒนาชุมชนและฐานทุนทางวัฒนธรรม บพท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจระดับชุมชนให้เป็นกลไกหลักของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ได้แก่กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มผู้ประกอบการ OTOP
โดยต้องมีจุดคานงัดสำคัญในการพัฒนาธุรกิจชุมชน ประกอบด้วย การเข้าถึงทุน/โครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงเทคโนโลยี/นวัตกรรม การเข้าถึงตลาด และการเข้าถึงความรู้/องค์ความรู้ โดย บพท. พัฒนาระบบข้อมูลและแพลตฟอร์มการพัฒนาและยกระดับ Local Enterprises (LEs) เพื่อจับคู่องค์ความรู้ในงานวิจัยของสถาบันการศึกษาเข้ากับธุรกิจชุมชน
รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดกลไกเกื้อกูล LEs อาทิ การพัฒนาหลักสูตรอบรมทักษะบริหารจัดการธุรกิจและความรู้การเงิน (Financial Literacy) แก่ผู้ประกอบการชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูลห่วงโซ่อุปทานในพื้นที่และออกแบบห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (New Value Chain และ Pro poor Value Chain) เพื่อสนับสนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้จัดจำหน่ายในชุมชนได้อย่างยั่งยืน
ผลการดำเนินงานพบว่า สามารถยกระดับรายได้ธุรกิจชุมชน รายจ่ายในการซื้อวัตถุดิบในพื้นที่ และรายจ่ายเพื่อการจ้างงานในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ รวมทั้งกระจายรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น ควบคู่กับการเกิดคลัสเตอร์เป้าหมายถึง 20 คลัสเตอร์ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 ภาค
น.ส.วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ได้แลกเปลี่ยนความเห็นว่า คานงัดสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำคือ การยกระดับทุนมนุษย์ โดยประเด็นข้อค้นพบที่ได้นี้สามารถนำไปสู่การวางแนวทางพัฒนาทุนมนุษย์ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 14 ที่กำลังอยู่ระหว่างการยกร่าง อาทิ การ Reskill/upskill การจ้างงาน การจัดสวัสดิการสังคมแบบ Productive Welfare
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นต่อการกำหนดกลไกขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ควรมีกลไกในรูปแบบของการทำร่วมกัน (Co-creation) ระหว่างหน่วยงานด้านนโยบายกับกลุ่มการขับเคลื่อนที่เป็นแนวรุก เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนโดยใช้ประโยชน์จากประสบการณ์เชิงปฏิบัติการ (Know-how) การใช้ระบบพี่เลี้ยง (Coaching) การมีระบบฐานข้อมูล และการขยายผลรูปแบบการทำงานโดยเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานไปสู่พื้นที่อื่น
รวมถึงควรมีการระบุหน่วยงานเจ้าภาพดำเนินการ และการกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงานระดับพื้นที่ (Area-based) ให้ชัดเจนต่อไป







