
ปิดจุดบอดสร้างระบบนิเวศ พิชิต S-curve ด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์
ตลาดยามูลค่า 7.74 แสนดอลล่าร์สหรัฐ โอกาสทองของไทยในการเติบโต เพราะไทยมีมูลค่ยอดขายเพียง 5.8 พันล้านดอลล่าร์ คิดเป็นเพียง 0.5% ของ GDP เหล่ากูรูและนักวิชาการระดมสมอง สรุป ไทยยังขาดระบบนิเวศที่เกือให้ตลาดเติบโต วอนรัฐมองภาพกว้าง ปิดจุดบอด เสริมความแกร่ง ผลักดันไทยพิชิต S-curve ทางด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์
จากเวทีสนทนาเรื่อง “การพิชิต S-Curve: เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่มูลค่าโลก” ที่จัดโดย สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ พรีม่า องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีสมาชิกสมาคมที่ล้วนเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนายาใหม่ๆ เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายที่ยังไม่สามารถรักษาได้ หรือเพื่อให้การรักษาโรคมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นไป เวทีสนทนานี้เป็นส่วนหนึ่งในงานประชุมด้านชีววิทยาศาสตร์ระดับภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิค 2020 (Bio Asia Pacific 2020)
ดร.พนิต กิจสุบรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานเทคโนโลยี บริษัท ไบโอ เจเนเทค อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ตลาดยาทั่วโลกมีมูลค่ารวม 7.74 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2560 ในจำนวนดังกล่าวเป็นยาชีวเภสัชภัณฑ์มูลค่า 1.86 แสนล้านดอลล่าร์ โดยในห่วงโซ่มูลค่านี้ยอดขายในประเทศไทยมี 5.8 พันล้านดอลล่าร์ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงยาที่มาจากการนำเข้า 2.2 พันล้านดอลล่าร์ จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรม Life Science ในประเทศไทยมีมูลค่าเพียง 0.5% ของ GDP (Gross Domestic Product หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) เมื่อเทียบกับ 3-7% ในยุโรป
จากตัวเลขดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าตลาดยาในประเทศไทยยังมีโอกาสการเติบโตอย่างมาก หากมีระบบนิเวศในการทำงานที่ดีสำหรับนักวิจัยไบโอเทคของไทย ที่ปัจจุบันทำงานอยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก และสำหรับผู้ผลิตยาในประเทศ “ยาชีวเภสัชภัณฑ์มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่ายาที่มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยอัตราการขยายตัวต่อปีโดยเฉลี่ยสูงถึง 15% เทียบกับ 5% ตรงนี้น่าจะช่วยทำให้ GDP ไทยโตขึ้นได้
ประเทศไทยต้องการคนทำนโยบายที่มีมุมมองกว้าง และไม่ปล่อยให้สถานการณ์ในปัจจุบันมาถ่วงอนาคต มีบริษัทสตาร์ทอัพด้านไบโอเทคเกิดขึ้นมากมาย แต่ระบบนิเวศไม่เอื้อต่อการเติบโต ดังนั้น ผู้ออกนโยบายจะต้องมองเห็นภาพรวมทั้งหมด และเข้าใจในบริบทของอุตสาหกรรม Life Science เพื่อที่จะได้ออกนโยบายที่เหมาะสม ต้องรู้ว่าอะไรที่ประเทศไทยไม่มี และต้องปิดจุดบอดต่างๆ และนั่นจะทำให้ไทยสามารถพิชิต S-curve นี้ได้ในที่สุด
ด้าน ศ.ดร.นพ.ฉัตรชัย เหมือนประสาท ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการศึกษาหลังปริญญาและวิจัย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในนักวิจัยด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์ ที่กำลังทำการวิจัยค้นหายาเพื่อรักษาโรคท้องร่วงแบบ secretory diarrheas (เกิดจากการติดเชื้อโดยเชื้อโรคหรือท็อกซินของเชื้อโรค) กล่าวว่า ประเทศไทยได้พิชิต S-curve อันแรกมาแล้ว ด้วยการค้นพบและพัฒนายาสำหรับสัตว์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่มีบริษัทไทยจำนวนน้อยมากที่กำลังค้นหายาเพื่อรักษามนุษย์ตั้งแต่กระบวนการแรก
ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นข้อได้เปรียบอันหนึ่ง มันคือคลังสารเคมีพิเศษสำหรับการพัฒนายาโดยเฉพาะสารประกอบจากธรรมชาติที่ยากต่อการสังเคราะห์ เราได้ค้นพบสารธรรมชาติหลายตัวที่สามารถพัฒนาให้เป็นยาได้ นอกจากนี้ยังวิจัยยังมีบทบาทสำคัญในการค้นคว้าวิจัยหาเป้าหมายของวิธีการรักษาใหม่ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลทางคลินิกและชิ้นเนื้อหรือสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย ตลอดจนเครื่องมือในการวิเคราะห์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนายา ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการค้นหาเป้าหมายของยา การตรวจสอบ การหาตัวยาใหม่ ๆ การทำการศึกษาในสัตว์ทดลอง การพัฒนาตำรับยา การทดลองในมนุษย์และทำการตลาด
ด้าน ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การศึกษาเมื่อ 5 ปีที่แล้วชี้ว่า ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาชีวเภสัชภัณฑ์ของประเทศไทย ผู้เล่นทั้งที่เป็นบริษัทไทยและต่างชาติมีความเข้มแข็งมากในด้านการทดลองทางคลินิกและการรับทำวิจัยตามสัญญา (Contract Research Organization หรือ CRO) ที่เงินทุก ๆ บาทที่ลงไปจะสร้างผลตอบแทนได้ 2.9 บาท
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังอยู่ในขั้นแรกด้านการพัฒนายา การรับวิจัยทดลองในสัตว์ และการผลิตตามสัญญา (Contract Manufacturing Organization หรือ CMO) เขาชี้ว่าประเทศไทยต้องมีระบบนิเวศสำหรับ CRO และCMO และทำได้ด้วยการดึงนักวิจัยจากต่างประเทศเข้ามาและสนับสนุนให้ผู้ผลิตยาหันมาผลิตยาที่ไม่ใช่ยาสามัญทั่วไป
ในการพิชิต S-curve ประเทศไทยมีความท้าทายอยู่ 2 อย่าง นั่นคือ ไม่มีเป้าหมายหรือความกระหายเหมือนที่เกาหลีใต้มี ซึ่งเกาหลีใต้ได้ตั้งเป้าหมายที่จะยิ่งใหญ่ในด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร วัฒนธรรม K-Pop และตอนนี้คือด้านยา อีกประการหนึ่งคือบริษัทในไทยมองข้ามโอกาสและทุ่มไปกับการขายยามากกว่าการผลิตยา
“เราไม่มีเป้าหมายทั้งในระดับนโยบายและระดับองค์กร ถ้าเรามีในส่วนนี้ ในอีก 10 ปี เราจะเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตยาในห่วงโซ่มูลค่าโลก”
การจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพเป็นอีกอย่างที่ประเทศไทยต้องเน้น นั่นคือต้องกระตุ้นให้นักวิจัยขอการคุ้มครองสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญาที่ทั่วโลกยอมรับ ไม่ใช่แค่การยอมรับภายในประเทศที่ไม่มีความหมายอะไร เพื่อการนี้บริษัทกฎหมายต้องทำงานร่วมกันกับมหาวิทยาลัยในการรับคำขอและออกใบอนุญาตในการวิจัยและพัฒนา เช่นเดียวกับที่ทำอยู่ในต่างประเทศ
ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนโยบายที่ถูกทางเพราะตอนนี้งบในการวิจัยด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์ยังต่ำ “ถ้าเรื่องเหล่านี้พัฒนาไปพร้อม ๆ กัน เราก็จะแข็งแรงขึ้นและจะมีระบบนิเวศที่ดี” เพราะจำนวนนักลงทุนและพันธมิตรทั้งที่เป็นภายในประเทศและต่างประเทศมีมากพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางบริษัทที่ไม่ได้รอให้ระบบนิเวศเกิด KinGen Biotech เป็นตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือของภาคเอกชนในการสร้างระบบนิเวศขึ้นมาเอง KinGen Biotech คือธุรกิจร่วมของบริษัท ไบโอ เจเนเทค อินเตอร์เนชั่นแนลและบริษัท Genexine จากประเทศเกาหลี ซึ่งในปัจจุบันเป็น one-stop service ให้บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว คือทั้งดำเนินการพัฒนาและรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์ (Contract Development and Manufacturing Organization หรือ CDMO) สำหรับบริษัทในประเทศไทยและอาเซียน โดยดร.พนิตเล่าว่า KinGen เป็นผู้บริหารโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ ซึ่งเป็นโรงงานแห่งชาติของประเทศไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตยา และเป็น CDMO แห่งชาติอันแรกสำหรับการผลิตยาที่มาจากงานวิจัย
ดร.พนิต เน้นว่าประเทศไทยต้องการคนทำนโยบายที่มุมมองของโลกกว้างและไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ในปัจจุบันมาถ่วงอนาคต “มีบริษัทสตาร์ทอัพด้านไบโอเทคเกิดขึ้นมากมาย แต่ระบบนิเวศไม่เอื้อต่อการเติบโต ซึ่งจะต้องมองเห็นภาพรวมทั้งหมดและเข้าใจ เพื่อที่จะได้ออกนโยบาย เราต้องรู้ว่าอะไรที่ประเทศไทยไม่มีและต้องแก้ไข เมื่อไรที่เรามีในจุดนี้ เราก็จะสามารถพิชิต S-curve นี้ได้ในที่สุด










