thansettakij
thansettakij
ปิดจุดบอดสร้างระบบนิเวศ พิชิต S-curve ด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์

ปิดจุดบอดสร้างระบบนิเวศ พิชิต S-curve ด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์

11 ธ.ค. 63 | 05:20 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ธ.ค. 63 | 09:33 น.

ตลาดยามูลค่า 7.74 แสนดอลล่าร์สหรัฐ โอกาสทองของไทยในการเติบโต เพราะไทยมีมูลค่ยอดขายเพียง 5.8 พันล้านดอลล่าร์ คิดเป็นเพียง 0.5% ของ GDP เหล่ากูรูและนักวิชาการระดมสมอง สรุป ไทยยังขาดระบบนิเวศที่เกือให้ตลาดเติบโต วอนรัฐมองภาพกว้าง ปิดจุดบอด เสริมความแกร่ง ผลักดันไทยพิชิต S-curve ทางด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์

จากเวทีสนทนาเรื่อง “การพิชิต S-Curve: เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่มูลค่าโลก” ที่จัดโดย สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ พรีม่า องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีสมาชิกสมาคมที่ล้วนเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนายาใหม่ๆ เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายที่ยังไม่สามารถรักษาได้ หรือเพื่อให้การรักษาโรคมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นไป เวทีสนทนานี้เป็นส่วนหนึ่งในงานประชุมด้านชีววิทยาศาสตร์ระดับภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิค 2020 (Bio Asia Pacific 2020) 

ปิดจุดบอดสร้างระบบนิเวศ พิชิต S-curve ด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์

ดร.พนิต กิจสุบรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานเทคโนโลยี บริษัท ไบโอ เจเนเทค อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ตลาดยาทั่วโลกมีมูลค่ารวม 7.74 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2560 ในจำนวนดังกล่าวเป็นยาชีวเภสัชภัณฑ์มูลค่า 1.86 แสนล้านดอลล่าร์ โดยในห่วงโซ่มูลค่านี้ยอดขายในประเทศไทยมี 5.8 พันล้านดอลล่าร์ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงยาที่มาจากการนำเข้า 2.2 พันล้านดอลล่าร์ จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรม Life Science ในประเทศไทยมีมูลค่าเพียง 0.5% ของ GDP (Gross Domestic Product หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) เมื่อเทียบกับ 3-7% ในยุโรป

จากตัวเลขดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าตลาดยาในประเทศไทยยังมีโอกาสการเติบโตอย่างมาก หากมีระบบนิเวศในการทำงานที่ดีสำหรับนักวิจัยไบโอเทคของไทย ที่ปัจจุบันทำงานอยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก และสำหรับผู้ผลิตยาในประเทศ “ยาชีวเภสัชภัณฑ์มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่ายาที่มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยอัตราการขยายตัวต่อปีโดยเฉลี่ยสูงถึง 15% เทียบกับ 5% ตรงนี้น่าจะช่วยทำให้ GDP ไทยโตขึ้นได้

ประเทศไทยต้องการคนทำนโยบายที่มีมุมมองกว้าง และไม่ปล่อยให้สถานการณ์ในปัจจุบันมาถ่วงอนาคต มีบริษัทสตาร์ทอัพด้านไบโอเทคเกิดขึ้นมากมาย แต่ระบบนิเวศไม่เอื้อต่อการเติบโต ดังนั้น ผู้ออกนโยบายจะต้องมองเห็นภาพรวมทั้งหมด และเข้าใจในบริบทของอุตสาหกรรม Life Science เพื่อที่จะได้ออกนโยบายที่เหมาะสม ต้องรู้ว่าอะไรที่ประเทศไทยไม่มี และต้องปิดจุดบอดต่างๆ และนั่นจะทำให้ไทยสามารถพิชิต S-curve นี้ได้ในที่สุด

ด้าน ศ.ดร.นพ.ฉัตรชัย เหมือนประสาท ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการศึกษาหลังปริญญาและวิจัย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในนักวิจัยด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์ ที่กำลังทำการวิจัยค้นหายาเพื่อรักษาโรคท้องร่วงแบบ secretory diarrheas (เกิดจากการติดเชื้อโดยเชื้อโรคหรือท็อกซินของเชื้อโรค) กล่าวว่า ประเทศไทยได้พิชิต S-curve อันแรกมาแล้ว ด้วยการค้นพบและพัฒนายาสำหรับสัตว์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่มีบริษัทไทยจำนวนน้อยมากที่กำลังค้นหายาเพื่อรักษามนุษย์ตั้งแต่กระบวนการแรก

ปิดจุดบอดสร้างระบบนิเวศ พิชิต S-curve ด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์

ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นข้อได้เปรียบอันหนึ่ง มันคือคลังสารเคมีพิเศษสำหรับการพัฒนายาโดยเฉพาะสารประกอบจากธรรมชาติที่ยากต่อการสังเคราะห์ เราได้ค้นพบสารธรรมชาติหลายตัวที่สามารถพัฒนาให้เป็นยาได้ นอกจากนี้ยังวิจัยยังมีบทบาทสำคัญในการค้นคว้าวิจัยหาเป้าหมายของวิธีการรักษาใหม่ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลทางคลินิกและชิ้นเนื้อหรือสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย ตลอดจนเครื่องมือในการวิเคราะห์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนายา ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการค้นหาเป้าหมายของยา การตรวจสอบ การหาตัวยาใหม่ ๆ การทำการศึกษาในสัตว์ทดลอง การพัฒนาตำรับยา การทดลองในมนุษย์และทำการตลาด

ด้าน ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การศึกษาเมื่อ 5 ปีที่แล้วชี้ว่า ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาชีวเภสัชภัณฑ์ของประเทศไทย ผู้เล่นทั้งที่เป็นบริษัทไทยและต่างชาติมีความเข้มแข็งมากในด้านการทดลองทางคลินิกและการรับทำวิจัยตามสัญญา (Contract Research Organization หรือ CRO) ที่เงินทุก ๆ บาทที่ลงไปจะสร้างผลตอบแทนได้ 2.9 บาท 

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังอยู่ในขั้นแรกด้านการพัฒนายา การรับวิจัยทดลองในสัตว์ และการผลิตตามสัญญา (Contract Manufacturing Organization หรือ CMO) เขาชี้ว่าประเทศไทยต้องมีระบบนิเวศสำหรับ CRO และCMO และทำได้ด้วยการดึงนักวิจัยจากต่างประเทศเข้ามาและสนับสนุนให้ผู้ผลิตยาหันมาผลิตยาที่ไม่ใช่ยาสามัญทั่วไป

ในการพิชิต S-curve ประเทศไทยมีความท้าทายอยู่ 2 อย่าง นั่นคือ ไม่มีเป้าหมายหรือความกระหายเหมือนที่เกาหลีใต้มี ซึ่งเกาหลีใต้ได้ตั้งเป้าหมายที่จะยิ่งใหญ่ในด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร วัฒนธรรม K-Pop และตอนนี้คือด้านยา อีกประการหนึ่งคือบริษัทในไทยมองข้ามโอกาสและทุ่มไปกับการขายยามากกว่าการผลิตยา

“เราไม่มีเป้าหมายทั้งในระดับนโยบายและระดับองค์กร ถ้าเรามีในส่วนนี้ ในอีก 10 ปี เราจะเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตยาในห่วงโซ่มูลค่าโลก”

การจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพเป็นอีกอย่างที่ประเทศไทยต้องเน้น นั่นคือต้องกระตุ้นให้นักวิจัยขอการคุ้มครองสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญาที่ทั่วโลกยอมรับ ไม่ใช่แค่การยอมรับภายในประเทศที่ไม่มีความหมายอะไร เพื่อการนี้บริษัทกฎหมายต้องทำงานร่วมกันกับมหาวิทยาลัยในการรับคำขอและออกใบอนุญาตในการวิจัยและพัฒนา เช่นเดียวกับที่ทำอยู่ในต่างประเทศ

ปิดจุดบอดสร้างระบบนิเวศ พิชิต S-curve ด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์

ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนโยบายที่ถูกทางเพราะตอนนี้งบในการวิจัยด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์ยังต่ำ “ถ้าเรื่องเหล่านี้พัฒนาไปพร้อม ๆ กัน เราก็จะแข็งแรงขึ้นและจะมีระบบนิเวศที่ดี” เพราะจำนวนนักลงทุนและพันธมิตรทั้งที่เป็นภายในประเทศและต่างประเทศมีมากพอสมควร

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางบริษัทที่ไม่ได้รอให้ระบบนิเวศเกิด KinGen Biotech เป็นตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือของภาคเอกชนในการสร้างระบบนิเวศขึ้นมาเอง KinGen Biotech คือธุรกิจร่วมของบริษัท ไบโอ เจเนเทค อินเตอร์เนชั่นแนลและบริษัท Genexine จากประเทศเกาหลี ซึ่งในปัจจุบันเป็น one-stop service ให้บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว คือทั้งดำเนินการพัฒนาและรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์ (Contract Development and Manufacturing Organization หรือ CDMO) สำหรับบริษัทในประเทศไทยและอาเซียน โดยดร.พนิตเล่าว่า KinGen เป็นผู้บริหารโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ ซึ่งเป็นโรงงานแห่งชาติของประเทศไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตยา และเป็น CDMO แห่งชาติอันแรกสำหรับการผลิตยาที่มาจากงานวิจัย

ดร.พนิต เน้นว่าประเทศไทยต้องการคนทำนโยบายที่มุมมองของโลกกว้างและไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ในปัจจุบันมาถ่วงอนาคต “มีบริษัทสตาร์ทอัพด้านไบโอเทคเกิดขึ้นมากมาย แต่ระบบนิเวศไม่เอื้อต่อการเติบโต ซึ่งจะต้องมองเห็นภาพรวมทั้งหมดและเข้าใจ เพื่อที่จะได้ออกนโยบาย เราต้องรู้ว่าอะไรที่ประเทศไทยไม่มีและต้องแก้ไข เมื่อไรที่เรามีในจุดนี้ เราก็จะสามารถพิชิต S-curve นี้ได้ในที่สุด