
ชง 5 แนวทางกู้วิกฤติโควิดให้“สตาร์ตอัพ”
13 กลุ่มสตาร์ตอัพ ชง กระทรวง อว. เสนอ 5 แนวทางกู้วิกฤติสตาร์ตอัพช่วงภาวะวิกฤติ ขอเงินทุนสนับสนุนทุนให้เปล่า, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพิ่มสภาพคล่องธุรกิจ, ปรับลดเงื่อนไขให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น,พัฒนาตลาดใหม่
7 พฤษภาคม 2563 ในการประชุมหารือร่วมกับ13 กลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น (สตาร์ตอัพ)และหน่วยงานที่อยู่ในระบบนิเวศเพื่อหารือถึงมาตรการช่วยเหลือสตาร์ตอัพช่วงวิกฤติจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)เป็นประธานนั้น ดร.สุวิทย์ รมว.การอุดมศึกษาฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจสตาร์ตอัพ โดยพบว่ากว่า 95% ประสบปัญหาสภาพคล่อง จึงอาจส่งผลกระทบให้มีการเลิกจ้างและมีการผิดนัดชำระหนี้ อันเกิดจากความผันผวนในตลาดเดิมทำให้ขาดกำลังซื้อจากผู้บริโภคบนช่องทางการขายแบบเดิม จนกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและลดประสิทธิภาพในการระดมทุน จึงได้เสนอแนวนโยบายการพัฒนา วิสาหกิจเริ่มต้นในสภาวะวิกฤต 5 แนวทางดังนี้
1.แนวทางการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่วิสาหกิจเริ่มต้น โดยขอมาตรการสนับสนุนทางการเงินและการลงทุน ได้แก่ การสนับสนุนเงินให้เปล่า(Grant)จากภาครัฐ โดยการปรับเปลี่ยนและลดเงื่อนไขให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น มาตรการสนับสนุนสินเชื่อและดอกเบี้ยจากธนาคารภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการระดมทุนจากแหล่งต่างๆ อาทิ โครงการนวัตกรรมดีไม่มีดอกเบี้ย เป็นต้น ผ่านกลไกที่ NIA ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการใช้งานของแพลตฟอร์มสตาร์ทอัพไทย สนับสนุนเรื่องของเงินเดือนพนักงานเพื่อรักษากำลังคนที่มีคุณภาพและธุรกิตให้สามารถดำเนินต่อไปได้
2.แนวทางการเสริมสภาพคล่องของตลาดและการพัฒนาตลาดใหม่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้บริโภค และกลุ่มสตาร์ทอัพด้วยการจัดทำ Marketplace สร้างการรับรู้และให้เข้าถึงบริการของสตาร์ทอัพให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า B2B, B2C ตลอดจนสนับสนุนบริการของสตาร์ทอัพไทย และการพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสำหรับสตาร์ทอัพที่ NIA ดำเนินการอยู่ เพื่อสนับสนุนให้หน่อยงานภาครัฐและภาคเอกชนใช้บริการสตาร์ทอัพมากขึ้น
3.แนวทางการสนับสนุนในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business)ขอมาตรการสนับสนุนทางการคลัง อาทิ นิติบุคคลที่ซื้อบริการจากสตาร์ทอัพสามารถหักภาษีนิติบุคคล 200% สร้างมาตรการทางภาษีสนับสนุนการใช้งานของสตาร์ทอัพไทย เช่น บุคคลที่ซื้อบริการจากสตาร์ทอัพสามารถลดหย่อนภาษีไม่เกิน 15,000 บาท ลดข้อจำกัดบางประการของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ให้สตาร์ทอัพมีโอกาสเข้าถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐช่วยเจรจากับผู้ให้บริการเรื่องการลดราคาในส่วนที่กระทบกับค่าใช้จ่ายของสตาร์ทอัพ ในช่วงนี้ และผลักดันกฎหมายเพื่อสนับสนุนการให้บริการของสตาร์ทอัพ เช่น เรื่อง Telemedicine ให้สามารถนำไปใช้ให้เกิดการพัฒนาบริการได้
4.แนวทางการส่งเสริมความรู้และการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นรายใหม่พัฒนาองค์ความรู้การบริหารจัดการองค์กรในสภาวะวิกฤต ทั้งการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ การบริหารบุคลากร รายได้และต้นทุน การบริหารจัดการคู่ค้า เป็นต้น พัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพรายใหม่เพื่อทดแทนสตาร์ทอัพที่ปิดกิจการไป เช่น การ Re-skill และ Upskill เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถของกำลังคนที่มีศักยภาพ
5.แนวทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและสร้างแนวทางใหม่สนับสนุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถดำเนินธุรกิจได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จัดทำ Thailand National Startup Team เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน และเป็นตัวเลือกในการพิจารณาของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงการสร้างอุตสาหกรรมใหม่เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน เช่น อุตสาหกรรมคอนเทนท์เป็นต้น
อย่างไรก็ดี จากข้อเสนอที่กลุ่มสตาร์ทอัพเสนอมานั้น กระทรวง อว. พร้อมรับไว้พิจารณา ทั้งนี้ สำหรับ 13 กลุ่มสตาร์ทอัพ ประกอบด้วย 1.สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน(TVCA) 2.สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (TTSA)3. สมาคมฟินเทคประเทศไทย (Fintech) 4.สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย (Healthtech) 5.สมาคมไทยบล็อคเชน (Blockchain) 6. สมาคมโปรเกรมเมอร์ไทย (Programmer) 7.กลุ่มสตาร์ทอัพด้านการศึกษา (EdTech) 8.กลุ่มสตาร์ทอัพด้านดนตรี ศิลปะ และนันทนาการ (MAR Tech) 9.กลุ่มสตาร์ทอัพด้านการเกษตร (AgTech) 10.สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (TCC) 11.สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI)12.สื่อด้านเทคโนโลยี (Tech Media)13.หน่วยบ่มเพาะธุรกิจที่ได้รับการรับรอง (Certified Incubator)โดยมีสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เป็นแกนนำในการเชื่อมประสานเพื่อผลักดันให้เกิดการส่งเสริมและสนับสนุนสตาร์ทอัพอย่างเป็นรูปธรรม








