
โควิดทุบเอสเอ็มอี 3 เดือนปิด 212 โรง กรุงเทพฯมากสุด
กระทรวงอุตฯ เผยตัวเลข 3 เดือนแรก พิษโควิด กระทบโรงงานเอสเอ็มอีปิดกิจการแล้ว 212 โรง ตกงานเกือบ 9,000 คน ผลิตภัณฑ์จากพืช อาหาร ผลิตภัณฑ์พลาสติกปิดตัวสูงสุด 3 อันดับแรก ขณะ 885 โรงสวนกระแสขยายกิจการ จากวิกฤติช่วยสร้างโอกาส
การแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากจะส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข ชีวิตผู้คน รวมถึงเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และภาคอื่นๆ ของไทยและทั่วโลกอย่างรุนแรงในเวลานี้แล้ว ภาคลงทุน อุตสาหกรรมในประเทศเป็นอีกภาคหนึ่งที่ได้รับผลกระทบในเวลานี้
นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ช่วง 3 เดือนแรก หรือไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ มีจำนวนโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน(ฉบับที่ 2) ปี 2562 ที่มีขนาด 50 คน/ แรงม้าขึ้นไปที่จำหน่ายทะเบียน หรือปิดกิจการจำนวนทั้งสิ้น 212 โรงงาน เลิกจ้างงาน 8,967 คน (กราฟิกประกอบ) อุตสาหกรรมที่เลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์จากพืช และอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากปริมาณการส่งออกสินค้าอาหารสด เช่น ผลไม้สด และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง มีปัญหาด้านโลจิสติกส์ หรือการขนส่ง จากผลกระทบโควิด-19 สายการบินยกเลิกเที่ยวบิน อีกทั้งการขนส่งทางเรือใช้เวลาในการขนส่งนานขึ้น ตลอดจนการรอผ่านพิธีการศุลกากรกระทบสินค้าที่เน่าเสียง่าย และประเทศผู้นำเข้าชะลอคำสั่งซื้อ
อันดับ 3 ผลิตภัณฑ์พลาสติก จากผลกระทบด้านห่วงโซ่อุปทานการนำเข้าและส่งออกมีความล่าช้า และความต้องการพลาสติกบางประเภทลดลงตามภาวะอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และเศรษฐกิจโลกถดถอย เช่น พลาสติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น
“ด้านผลกระทบด้านโรงงาน พบว่าโรงงานพลาสติกที่ผลิต Film sheet ปกติต้องทำการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง หรือ 3 รอบการทำงาน ในช่วงที่รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว ต้องลดการผลิตเหลือ 2 รอบการทำงาน นอกจากนี้บางโรงงานรวมถึง MSME มีการหยุดผลิตชั่วคราว จากไม่มีคำสั่งซื้อ”
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เลิกกิจการที่มีเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เงินลงทุนประมาณ 1880 ล้านบาท 2.กลุ่มการพิมพ์ การเย็บเล่ม ทำปกหรือการทำแม่พิมพ์ เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์จากพืช เงินลงทุนประมาณ 801 ล้านบาท 4.กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก เงินลงทุน 487 ล้านบาท และ5.กลุ่มสิ่งทอ เงินลงทุน 322 ล้านบาท โดยจังหวัดที่เลิกกิจการโรงงานมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 24 โรงงาน และเป็นจังหวัดที่เลิกกิจการมีเงินลงทุนมากที่สุดประมาณ 1.50 หมื่นล้านบาท และเลิกจ้างงานมากสุด 3,204 คน
อีกด้านหนึ่งในส่วนของโรงงานประกอบและขยายกิจการ ในช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 885 โรงงาน มูลค่าเงินลงทุน 9.07 หมื่นล้านบาท ลดลง 29.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโรงงานประกอบและขยายกิจการสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารจำนวน 125 โรงงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารบางประเภทมีความต้องการทั้งตลาดภายในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 เช่น อาหารสำเร็จรูป (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารกระป๋องต่างๆ, สินค้าข้าว ได้รับอานิสงส์ในตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ ผู้บริโภคชาวเอเชียในสหรัฐฯ รวมถึงทวีปแอฟริกา เช่น โมซัมบิก แองโกลา แอฟริกาใต้ จากมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น และราคาปรับตัวสูงขึ้น
ต่อมาคือผลิตภัณฑ์มันเส้นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแอลกอฮอล์ 70% เพื่อฆ่าเชื้อ, ผลิตภัณฑ์ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง จะได้รับผลบวกหลังสถานการณ์โควิด-19 ในจีนเริ่มคลี่คลายลง เนื่องจากสต๊อกสินค้าไก่ลดลง ทำให้มีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้น และสินค้า นํ้าตาล จากประเทศคู่ค้าของจีนมีแนวโน้มนำเข้าสินค้าจากไทยแทน และปัจจัยบวกจากอินโดนีเซียที่จะยกเลิกภาษีนำเข้าและเพิ่มโควตานำเข้านํ้าตาลให้แก่ประเทศคู่ค้ารวมทั้งไทยด้วย
2.กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก จำนวน 76 โรงงาน จากเป็นที่ต้องการของตลาดในสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น เช่น พลาสติกประเภทบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงพลาสติกที่ใช้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ เช่น ชุดคลุมป้องกันการติดเชื้อ) ขวดพลาสติกที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับเจลแอลกอออล์ เป็นต้น และ 3.ผลิตภัณฑ์อโลหะจำนวน 63 โรงงาน จากเป็นห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ที่เวลานี้ต่างประเทศมีคำสั่งซื้ออาหาร และผลไม้กระป๋องเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 8 ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,567 วันที่ 19 - 22 เมษายน พ.ศ. 2563








