
อย่าห่วงขยะติดเชื้อกำจัดได้ 356 ตันต่อวัน
ในช่วงที่ประเทศไทยยังเผชิญกับการรับศึกหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้สังคมเกิดการตั้งคำถามว่าเรามีการจัดการกับขยะติดเชื้อโควิดอย่างไร และยังสามารถรับมือปริมาณขยะติดเชื้อที่มีจำนวนมากได้หรือไม่
ล่าสุด“ฐานเศรษฐกิจ”สัมภาษณ์พิเศษ แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัยถึงข้อสงสัย และบทบาทของกรมอนามัยในการดูแลขยะติดเชื้อจากคนป่วยไวรัสโควิดรวมถึงการจัดการหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วจากภาคครัวเรือน และจากสถานที่กักกัน
อธิบดีกรมอนามัยอธิบายถึงข้อกังวลที่มีข้อสงสัยถึงขีดความสามารถในการกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อในขณะนี้ว่าปริมาณขยะติดเชื้อที่เกิดขึ้นจากที่ตามปกติในประเทศไทยเรามีปริมาณขยะติดเชื้ออยู่ที่ 145.57 ตันต่อวันจากทุกแหล่งกำเนิด ซึ่งมีกำลังของความสามารถที่จะกำจัดได้ ในวันที่เราคำนวนคาดการณ์ในขณะนี้คาดว่ามีปริมาณขยะมูลฝอยติดเชื้อเกิดขึ้น 1.9 ตันต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 1.2% ต่อวัน และในขณะนี้ประเทศไทยมีกำลังความสามารถในการกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อด้วยศักยภาพที่ 356 ตันต่อวัน ดังนั้นจำนวนขยะมูลฝอยติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทุกวันในขณะนี้ขอยืนยันว่ายังอยู่ในความสามารถที่กำจัดได้
โดยกรมอนามัยมีบทบาทหลักในการดูแลอนามัยสิ่งแวดล้อมโดยใช้กลไกพระราชบัญญัติการสาธารณสุขฉบับปรับปรุงพ.ศ.2535ซึ่งได้มีการออกประกาศต่อเนื่องหลังจากที่มีการประกาศของพระราชบัญญัติควบคุมโรคติดต่อร้ายแรง และกรมอนามัยมีบทบาทในเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพของคนทุกกลุ่มวัย ซึ่งในขณะนี้เน้นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีมีครรภ์ รวมถึงคนในวัยทำงาน ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19
-ภายใต้ภารกิจด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม
สำหรับภายใต้ภารกิจด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ทางกรมอนามัยได้ดำเนินการในการให้คำแนะนำในเรื่องสุขาภิบาลอาหารและน้ำ เรื่องของการดูแลอนามัยสิ่งแวดล้อม และขยะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องอนามัยสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญ โดยหน้าที่หลักเป็นการดูแลระบบเรื่องของการจัดการขยะติดเชื้อของทั้งประเทศ ซึ่งในขณะนี้เราได้เฝ้าระวังและติดตามสถานะการณ์ขยะติดเชื้อ 2 กลุ่มเป้าหมายคือ 1.กลุ่มที่เป็นผู้ป่วยซึ่งจะทำให้จำนวนขยะติดเชื้อเพิ่มขึ้นในระบบของการรักษาพยาบาล
2.เป็นระบบขยะติดเชื้อที่ในระยะแรกในกลุ่มที่ถูกกักกัน หรือการกักตัวเอง (Quarantine)ซึ่งมีการกำจัดขยะแบบขยะติดเชื้อ แต่ในขณะนี้ในประเทศได้ออกแบบของขยะในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มเสี่ยงไว้ 2 ส่วนคือ ขยะที่มีการปนเปื้อนจากสารคัดหลั่งของผู้ที่กักกัน สังเกตอาการ และขยะทั่วไป เมื่อรวมขยะติดเชื้อ 2 กลุ่มเป้าหมายนี้ถือว่าเพิ่มขึ้น
แต่เนื่องจากระบบของประเทศไทยเดิมที่ออกแบบเอาไว้เรามีความสามารถรองรับขยะติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นได้ 1 เท่าตัว จากปริมาณเดิมในระบบปกติเรามีปริมาณขยะติดเชื้ออยู่ที่ 145.57 ตันต่อวันจากทุกแหล่งกำเนิด หรือประมาณ 40% ของความสามารถในการกำจัดขยะติดเชื้อ และยังสามารถเพิ่มศักยภาพรองรับขยะมูลฝอยติดเชื้อได้อีก 211 ตันต่อวัน ดังนั้นประเทศไทยยังคงสามารถรองรับการกำจัดขยะติดเชื้อที่เกิดจากผู้ป่วยโควิด-19ได้ แต่จะต้องเน้นให้ความสำคัญระบบขนส่งขยะติดเชื้อจากแหล่งที่เป็นต้นทางคือโรงพยาบาลไปยังเตาเผาขยะขยะติดเชื้อโดยทางโรงพยาบาลมีระบบไอทีที่สามารถติดตามการจัดการขยะติดเชื้อที่ไปยังเตาเผา
นอกจากการกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อซึ่งมีระบบการจัดการอย่างเป็นระบบแล้ว กรมอนามัยยังเกี่ยวข้องกับระบบการจัดการในเรื่องของขยะทั่วไปที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยการให้คำแนะนำเรื่องการจัดการหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว โดยแบ่ง 3 กลุ่มหลักคือ
1.เป็นกลุ่มหน้ากากอนามัยที่ใช้ในโรงพยาบาลจะถูกกำจัดร่วมกับขยะติดเชื้อของโรงพยาบาล 2.หน้ากากอนามัยที่ใช้ในกลุ่มผู้ถูกควบคุมสังเกตอาการ 14 วัน ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ถูกกักกัน หรือการกักตัวเอง (Quarantine)หรืออยู่ที่บ้าน ทางกรมอนามัยคำแนะนำเป็นหลักปฏิบัติว่าก่อนทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วควรใส่น้ำยาฟอกขาวเพื่อกำจัดเชื้อ เมื่อทิ้งลงในภาชนะที่มีถุงสามารถรวบปากถุงแล้วสามารถทิ้งรวมกับขยะทั่วไปได้
ส่วนหน้ากากอนามัยที่ประชาชนส่งไปใช้และมีภาวะเจ็บป่วยทั่วไปสามารถนำในใส่ถุงปิดปากสนิทแล้วทิ้งลงในถังขยะจากบ้านตนเองได้
3.กรมอนามัยให้คำแนะนำกับผู้ที่ทำหน้าที่เก็บขยะที่ปฏิบัติงานโดยสวมใส่หน้ากากและถุงมือทุกครั้ง และจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยเทขยะ เมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จทุกครั้งจะต้องล้างมือ และหากสงสัยว่ามีอาการเจ็บป่วยให้สำนักงานหรือหน่วยงานที่ดูแลเจ้าหน้าที่หรือพนักงานได้รับการตรวจสุขภาพทันที
อธิบดีกรมอนามัยกล่าวอีกว่า การจัดการขยะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ขณะนี้ปริมาณขยะจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในสถานการณ์แบบนี้ความร่วมมือกันในการคัดแยกขยะมีความสำคัญมากขึ้น จึงแนะนำให้ทุกครัวเรือนให้ความร่วมมือจัดการขยะได้ด้วยตนเองดูแลคัดแยกขยะตั้งแต่ที่บ้าน โดยแยกขยะเปียกไว้อีกกลุ่ม และแยกขยะที่รีไซเคิลได้ออกมาอีกกลุ่ม รวมถึงคัดแยกขยะที่เป็นพิษ ออกมาอีกกลุ่มเช่นแบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย ทิชชู หน้ากากอนามัยใช้แล้วควรทิ้งในถุงที่ปิดมิดชิดเสมอ ก็จะทำให้พนักงานที่เก็บขยะสะดวกในการทำงาน รวมถึงทิ้งขยะลงในภาชนะที่จัดแยกไว้อย่างเป็นที่เป็นทางก็จะช่วยลดภาระการจัดการขยะของประเทศลงได้
-ข้อเสนอต่อการจัดการขยะจากกรมอนามัย
ที่ผ่านมากรมอนามัยได้ออกแนวทางให้กับทุกสถานที่เพื่อให้เกิดความร่วมมือ โดยเน้น3กลุ่มหลัก 1. กลุ่มที่อยู่อาศัยหรือที่พักอาศัยเป็นครอบครัว บ้าน หรือคอนโดฯ หรือที่พักอาศัยที่อยู่ร่วมกัน 2.กลุ่มหน่วยงานต่างๆเป็นสถานที่ทำงาน ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ตลาด หรือสถานที่ที่ใช้บริการร่วมกันที่ยังเปิดให้บริการอยู่
3.พื้นที่สาธารณะ เช่นจากการเดินทางโดยใช้รถขนส่งสาธารณะ ในทั้ง3 กลุ่มนี้ทางกรมอนามัยได้แนะนำการทิ้งขยะไล่ตั้งแต่ จะต้องคัดแยกขยะ,จะต้องเก็บขยะใส่ภาชนะและปิดให้มิดชิด,ขยะที่มีความเสี่ยงให้คัดแยกชัดเจน ใส่ถุงปิดปากสนิท และเจ้าของสาถนที่จะต้องให้ความร่วมมือในการที่จะทำให้ขยะที่เกิดขึ้นอยู่ในภาชนะที่จัดเก็บเพื่อรอให้พนักงานมาเก็บและขนขยะนำไปกำจัดอย่างถูกวิธีโดยพนักงานมีแนวทางปกป้องตัวเองและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมอนามัยได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพ่อออกแนวในการจัดการขยะมูลฝอย เช่นร่วมมือกับโรงแรม โดยขยายพื้นที่กลุ่มโรงแรมให้คำแนะนำ สังเกตการณ์ในกลุ่มคนที่กลับมาจากต่างประเทศ และชุมชนที่อยู่โดยรอบให้มีความเข้าใจระบบการจัดการที่เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศ








