
แนะรัฐดูแลทั้งนายจ้าง-ลูกจ้างเร่งรัดให้มีผลปฏิบัติทันที
“ธนิต”จี้รัฐเดินมาตรการช่วยเหลือต้องมีผลในทางปฏิบัติได้ทันที ทั้งช่วยนายจ้างและลูกจ้าง
หลังจากที่รัฐบาลออกมาประกาศปิดพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโควิด-2519 เพื่อลดการแพร่ระบาดทำให้มีผู้ประกอบการและแรงงานจำนวนมากได้รับผลกระทบ ขณะที่อีกด้านกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างนั้น
ล่าสุดนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภานายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ถึงข้อเสนอแนะหลังจากที่ผู้ประกอบการในภาคบริการที่รวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีแรงงานรวมกันไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคนว่า รัฐบาลต้องรีบลงมาดูแลโดยเฉพาะภาคบริการจำนวน 840,000 ราย(ที่ไม่รวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว)ที่มาจากกลุ่มร้านเสริมสวยที่มี 1.2 แสนร้าน มีคนทำงานอยู่ 360,000 คน ร้านอาหาร 14,413 คน มีคนในกลุ่มนี้ 216,000คน และกลุ่มอื่นๆที่กำลังได้รับผลกระทบ
ธนิต โสรัตน์
ดังนั้นเมื่อรัฐบาลออกมาประกาศปิดพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว ก็ควรจะมีมาตรการอื่นลงมาช่วยเหลือคู่ขนานกันทันที ทั้งช่วยนายจ้างและลูกจ้างในระยะสั้น เช่น ดูแลสภาพคล่องของนายจ้างโดยดึงงบช่วยเหลือที่ได้รับการอนุมัติจากมติครม.ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ลงมาช่วย เช่น กองทุนประกันสังคมให้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ย 3% ปล่อยกู้ 3 ปีวงเงิน 30,000 ล้านบาทช่วยเอสเอ็มอีโดยมีข้อแม้ห้ามเลิกจ้าง และงบจากธนาคารออมสินวงเงิน 150,000 ล้านบาท เงินเหล่านี้ควรรีบปล่อยผ่านแบงก์รัฐและแบงก์พาณิชย์ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% เป็นเวลา 2 ปี ปล่อยกู้ให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยให้มีผลในทางปฏิบัติได้ทันที ซึ่งล่าสุดแบงก์พาณิชย์ยังปล่อยไม่ได้ รวมถึงการขยายเวลาชำระหนี้
นอกจากนี้รัฐจะต้องเดินมาตรการลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมที่ปัจจุบันลดให้จาก 5%เหลือ4%ของรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อ คนต่อเดือน ในส่วนนี้ควรลดลงให้เหลือเพียง 0.5% เป็นเวลา 6 เดือน รวมถึงขอให้รัฐรีบจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือกรณีว่างงาน ปิดกิจการจำนวน 20,000 ล้านมาอุ้มแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมที่ประเมินว่ามีอยู่ราว 1ล้านคน โดยจ่ายค่าจ้างให้เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งมาตรการเหล่านี้ผ่านมติครม.ไปแล้วแต่ยังไม่ได้ปฎิบัติทันที ซึ่งควรจะเป็นมาตรการเร่งด่วนเพราะขณะนี้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบแล้ว








