
กูรูพลังงานห่วงราคาน้ำมันร่วงแรงทุบขาดทุนสต๊อก
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเผย ราคาน้ำมันร่วงแรงต้องจบภายใน1 เดือน หากยือเยื้อกระทบผู้ค้าน้ำมัน 2 ด้านหลักคือผลประกอบการร่วมและขาดทุนสต๊อก “ ชาญศิลป์” มองราคาน้ำมันร่วงแรงโลกเสี่ยงรอบด้าน
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ถึง สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับลดลง 30% หลังจาก ซาอุดิอาระเบีย ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันและลดราคาจำหน่ายน้ำมันในเอเชีย สืบเนื่องจากการเจรจาในเวทีโอเปคล่ม หลังรัสเซียไม่เห็นด้วยกับการพยุงราคาน้ำมันด้วยการลดกำลังผลิตลง 2% หรือ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตามคำขอนั้น ทำให้ซาอุดิอาระเบียลดราคาน้ำมันลงและเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน ยิ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงอีก เป็นการส่งสัญญาณให้รัสเซียรู้ว่าถ้าไม่ร่วมมือจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเวลานี้คนกลางคือเลขาธิการกลุ่มโอเปกจะเป็นตัวกลางในการเจรจานี้ เพราะถ้าราคาน้ำมันร่วงต่อเนื่องนานก็จะไม่เกิดผลดีต่อทุกฝ่าย
มนูญ ศิริวรรณ
สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงานในประเทศไทยถ้าปัญหานี้ไม่จบภายใน 1 เดือน โจทย์ใหญ่ที่จะตามมาคือ 1.ผลประกอบการร่วง 2.ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน แต่จะต้องดูราคาน้ำมันช่วงปลายปีด้วยว่าจะเป็นเท่าไหร่ ถ้าราคาลงไปที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลกระทบหนักแน่นอนเพราะขาดทุน แต่ถ้าราคาน้ำมันอยู่ที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็จะไม่ขาดทุน โดยเมื่อปี2562ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดังนั้นปัญหานี้น่าจะเกิดขึ้นแค่ช่วงระยะสั้นๆทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อนาน
ด้านนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับลดลง 30% หลังจาก ซาอุดิอาระเบีย ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันและลดราคาจำหน่ายน้ำมันในเอเชีย เป็นสถานการณ์ในระยะสั้น เนื่องจากขณะนี้โลกเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้านโดยเฉพาะการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันของโลกลดลง
อีกทั้ง ปัญหาสงครามการการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ต่อเนื่อง ส่งผลให้กองทุนเก็งกำไรต่างๆ เห็นความเสี่ยงของโลกที่จะเกิดวิกฤต จึงได้แห่เทขายและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำมันร่วง ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อช่วงปี 2557-2558 ที่กองทุนเก็งกำไรถอนเงินออกจากน้ำมันแล้วเปลี่ยนไปลงทุนด้านอื่นแทน
“เวลานี้มองว่าหากราคาน้ำมันดิบลดลงไปแตะระดับ 30-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เชื่อว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันจากตะวันออกกลาง ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องพึ่งพิงราคาน้ำมันจะไม่สามารถอยู่ได้ ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันจากเชลล์แก๊สและเชลล์ออยล์ ที่น่าจะมีต้นทุนอยู่ที่ 40-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็ไม่สามารถอยู่ได้ในระดับราคาดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งนี่เป็นภาวะถดถอนทางเศรษฐกิจที่ชี้ให้เห็นว่าโลกหวาดกลัวกับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ”
ล่าสุดโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มร่วงลงแตะระดับ 20 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากซาอุดีอาระเบียประกาศลดราคาขายน้ำมันอย่างเป็นทางการ (OSP) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเริ่มต้นของการทำสงครามราคาน้ำมัน หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และพันธมิตรที่นำโดยรัสเซีย ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงปรับลดการผลิตน้ำมันในการประชุมที่กรุงเวียนนาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามราคาน้ำมันที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้อาจทำให้แนวโน้มราคาน้ำมันดิบย่ำแย่ลงมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนพ.ย. 2557 และอาจเข้าสู่วิกฤตการณ์ครั้งรุนแรงอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2559 จนทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงหลุดระดับ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในคราวนั้น
"เราเชื่อว่าสงครามราคาน้ำมันได้เปิดฉากขึ้นหลังจากที่ซาอุดีอาระเบียประกาศลดราคาขายน้ำมันอย่างเป็นทางการ (OSP) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มุมมองตลาดน้ำมันและก๊าซของเราต้องเปลี่ยนไป โดยคาดว่าผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำจะเพิ่มอุปทานจากกำลังผลิตสำรอง เพื่อกดดันให้ผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูงต้องปรับลดการผลิตลง"








