thansettakij
thansettakij
 กปน.เตือนกลุ่มเสี่ยงเลี่ยงดื่มน้ำประปา

กปน.เตือนกลุ่มเสี่ยงเลี่ยงดื่มน้ำประปา

06 ม.ค. 63 | 05:34 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ม.ค. 63 | 12:44 น.

 

กปน. ยันผลิตน้ำประปาให้ประชาชนในพื้นที่ให้บริการตลอดหน้าแล้ง เผยกลุ่มเสี่ยงเลี่ยงดื่มน้ำประปามีกลุ่มไหนบ้างต้องระวัง

การประปานครหลวง (กปน.) แจ้งว่า ขอยืนยันว่าจะผลิตน้ำประปาให้บริการประชาชน ในพื้นที่ให้บริการตลอดหน้าแล้ง โดยกปน.แนะนำแนวทางการใช้น้ำประปาในช่วงภัยแล้งสำหรับประชาชน ตามคำแนะนำของกรมอนามัย  โดยผู้ที่มีสุขภาพปกติ สามารถบริโภคน้ำประปาได้ โดยยังไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ด้วยรสชาติ ที่เปลี่ยนไปอาจส่งผลต่อความน่าดื่ม

ทั้งนี้ ความเค็มในรูปของโซเดียมในน้ำประปา ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณโซเดียมในอาหารทั่วไปที่บริโภคในชีวิตประจำวัน  ส่วนการใช้น้ำประปาเพื่อปรุงอาหารในช่วงเวลานี้ ควรลดการเติมเครื่องปรุงรสให้น้อยลง

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคไต โรคหัวใจ โรคความดันสูง โรคเบาหวาน โรคทางสมอง ผู้สูงอายุ และ เด็กเล็ก เหล่านี้ต้องระวัง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำประปาช่วงนี้ และแนะนำให้ใช้น้ำกรองผ่านระบบ RO ด้วย

 

ในการนี้ กปน. จะจัดให้บริการน้ำประปาดื่มได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในกรณีดังกล่าว โดยเป็นน้ำประปาจากโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเค็ม สามารถนำภาชนะมารับน้ำประปาดื่มได้ที่สำนักงานประปาสาขาใกล้บ้านท่านทั้ง 18 สาขา เริ่มตั้งแต่วันนี้ (6 ม.ค. 63 ) เป็นต้นไปโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ MWA Call Center 1125 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ห่วงใยประชาชน ที่บริโภคน้ำประปาในช่วงนี้มีรสผิดปกติและมีกลุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพหากบริโภคน้ำปะปาโดยการประปานครหลวง (กปน.) ได้รายงานในเรื่องคุณภาพน้ำที่มีรสผิดปกติว่า ขณะนี้แหล่งน้ำดิบที่ใช้ผลิตน้ำประปาจากโรงงานผลิตน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปริมาณน้ำต้นทุนเหลือน้อยมาก เมื่อเทียบกับหลายๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งการประปานครหลวงได้ร่วมมือกับกรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอยู่    และทางการประปานครหลวงพยายามสูบน้ำดิบในช่วงเวลาที่น้ำทะเลหนุนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งหน่วยความเค็มเป็นหน่วย gram/liter ค่าที่เกิน 0.3g/l หรือ 300 ppm. จะเริ่มเป็นน้ำกร่อย (มาตรฐานน้ำดื่ม องค์การอนามัยโลก : WHO)