
สหรัฐฯ-จีนติดเบรกศึกการค้า ลุ้นข้อตกลงเฟส1 ลดกำแพงภาษี
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกาชี้ว่า นับตั้งแต่ที่สหรัฐฯและจีนเปิดสงครามการค้าโดยใช้มาตรการด้านภาษีตอบโต้กันไปมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วนั้น ผู้บริโภค เกษตรกร และธุรกิจเอกชนของสหรัฐฯเอง ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่ขยับสูงขึ้นนี้ คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 42,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ สินค้าในกลุ่มที่ถูกจีนเรียกเก็บภาษีสูงขึ้น ยังมียอดส่งออกไป ยังจีนลดลงถึง 25% เมื่อเทียบกับช่วงที่ยังไม่มีการเผชิญหน้าทาง การค้ากัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯเองก็ได้รับผล กระทบอย่างมากจากการเปิดศึกการค้ากับจีน และหลายฝ่ายก็เชื่อว่าหากผู้นำสหรัฐฯยังคงเดินหน้าขึ้นภาษีสินค้าจีนอีกระลอกในเดือนธันวาคมนี้ จีนก็จะตอบโต้อย่างสาสมกัน และทำให้สถานการณ์การค้า-การลงทุนของโลก ยํ่าแย่ลากยาวต่อไปในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเริ่มมีความเคลื่อนไหวในเชิงบวกจากโต๊ะเจรจาการค้าโดยล่าสุดสื่อต่างประเทศได้รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้อนุมัติ “ในหลักการ” แล้วสำหรับการทำข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีน หรือที่สื่อเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ข้อตกลงการค้าเฟส 1”
โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำให้จีนรอดพ้นจากการถูกเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มอีก 15% วงเงินราว 160,000 ล้านดอลลาร์ที่เดิมกำหนดไว้ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายรายการรวมถึงของเด็กเล่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์สมาร์ทโฟน และเสื้อผ้า นับเป็นข่าวดีที่เป็นของขวัญคริสต์มาส-ปีใหม่ ให้กับประชาคมโลกที่ลุ้นกันระทึกมานานนับเดือน เพราะข่าวข้อตกลงการค้าเฟส 1 หากมีการลงนามโดยผู้นำและประกาศอย่างเป็นทางการ ก็จะสร้างบรรยากาศในเชิงบวกสำหรับการค้าการลงทุนและเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก เพียงแค่เป็นข่าวออกมาโดยอ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดการเจรจา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลักๆ ก็พร้อม ใจดีดขึ้นกันทั่วหน้า
เงื่อนไขที่ต้องแลกกัน
เงื่อนไขข้อตกลงที่รอประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามอนุมัติ นั้น ครอบคลุมถึงการที่จีนให้คำมั่นสัญญาว่าจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีหน้า (2563) ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับสถิติในปี 2560 (ซึ่งจีนซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯคิดเป็นมูลค่า 24,000 ล้านดอลลาร์) นอกจากนี้ จีนรับปากจะให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯเพิ่มมากขึ้น แลกกับการที่สหรัฐฯไม่ขึ้นภาษีสินค้าจีนเพิ่มเติมในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ และจะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้ (วงเงิน 360,000 ล้านดอลลาร์) โดยฝ่ายสหรัฐฯเสนอจะลดลงมาครึ่งหนึ่ง
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า เงื่อนไขต่างๆ ของข้อตกลงนั้นได้รับความเห็นชอบแล้วจากทั้ง 2 ฝ่าย แต่ยังไม่ได้ทำการสรุปในข้อกฎหมาย แม้โฆษกทำเนียบขาวยังคงปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายงานข่าวดังกล่าวแต่ทุกฝ่ายต่างแสดงความยินดีเกี่ยวกับสัญญาณเชิงบวกในเรื่องนี้ เนื่อง จากนับตั้งแต่ที่สหรัฐฯและจีนเริ่มเปิดศึกการค้าและตอบโต้กันด้วยการขึ้นกำแพงภาษีมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ผลกระทบที่เกิดขึ้นได้แผ่กระจายออกไปทั่วโลก และฉุดให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมชะลอตัวลง ความไม่แน่นอนของการเจรจาในช่วงที่ผ่านมาได้เพิ่มความกังวลใจให้กับนักลงทุนและส่งผลให้กิจกรรมทางธุรกิจ ตลอดจนการลงทุนใหม่ๆ แผ่วลงทั่วโลก แม้แต่ สหรัฐฯที่เป็นผู้เริ่มเปิดศึกการค้า ก็ยังได้รับผลกระทบในเชิงลบ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่การส่งออกลดลง ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการอัดฉีดเงินอุดหนุน 28,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้
เอกชนขานรับเชิงบวก
ภาคเอกชนขานรับเชิงบวกเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวดังกล่าว นายเครก อัลเล็น ประธานสภาธุรกิจสหรัฐฯ-จีน ให้ความเห็นว่า ถ้าข้อตกลงนี้ได้รับการลงนามรับรอง ก็จะเป็นขั้นแรกที่น่ายินดีและสร้างความหวังเสริมบรรยากาศความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกัน “แต่นี่ก็เป็นเพียงการเริ่มต้น ประเด็นปัญหาระหว่างสหรัฐฯและจีนนั้นมีความซับซ้อนและหลากหลายมิติ ดูแล้วไม่น่าจะแก้ไขทุกปัญหาได้รวดเร็วนัก”
เช่นกรณีการซื้อสินค้าเกษตร 50,000 ล้านดอลลาร์ ยังน่าสงสัยว่าจะเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติหรือไม่ จากสถิติพบว่า ถั่วเหลืองเป็นสินค้าที่จีนนำเข้าจากสหรัฐฯคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของการนำเข้าสินค้าเกษตรทั้งหมด แต่ปัจจุบันความต้องการใช้ถั่วเหลืองเพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์ในจีนลดลงฮวบฮาบ เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้ออหิวาต์แอฟริกันในสุกร ทำให้จำนวนสุกรในจีนลดลงไปมาก ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์ลดลงตามไปด้วย
ด้านนายเจมี่ ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเจพีมอร์แกน เชส เปิดเผยว่า เขาเชื่อว่าข้อตกลงการค้าเฟส 1 จะเกิดขึ้น เพราะหากข้อตกลงนี้ไม่เกิดขึ้นและสหรัฐฯเดินหน้าฅขึ้นภาษีสินค้าจีน ทุกฝ่ายก็จะได้รับผลกระทบเชิงลบ รวมทั้ง สหรัฐฯเอง และเศรษฐกิจโลกก็จะถูกฉุดให้ชะลอตัว “ใครๆ ต่างก็คาดหวังให้ข้อตกลงนี้เกิดขึ้น และไม่อยากให้อัตราภาษีขยับขึ้นไปอีกแล้ว”
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ประมาณการว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะขยายตัวลดลงจาก 2.3% ในปีนี้ สู่ระดับตํ่ากว่า 2.0% ในปีหน้า (2563) เป็นผลมาจากความต้องการซื้อที่แผ่วลงจากตลาดต่างประเทศ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตก็ชะลอกำลังลง และสงครามการค้ายังทำให้การลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้น น้อยลงด้วย สัญญาณเชิงบวกจากโต๊ะการเจรจาจึงเป็นข่าวดีสำหรับตลาดในภาพรวม
หน้า 5 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,531 วันที่ 15-18 ธันวาคม 2562








