
จี้‘สนธิรัตน์’รื้อแผนพีดีพีล้มมติกพช.
เอกชนตบเท้าจี้ “สนธิรัตน์” ทบทวนแผนพีดีพีใหม่ ล้มมติกพช.เปิดทางประมูลโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตกกระจายสัดส่วนโซลาร์ภาคประชาชน ให้ติดตั้งบนหลังคาอาคาร และโรงงาน
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 หรือพีดีพีฉบับใหม่ กำลังถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเวลานี้ หลังจากที่บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งสิทธิก่อสร้างโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตก กำลังผลิตรวม 1,400 เมกะวัตต์ และได้ลงนามซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ก่อนที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพลังงานใหม่ เข้ารับตำแหน่ง เพียงไม่กี่วัน มองเห็นถึงการเร่งรีบดำเนินงานป้องกันรัฐบาลใหม่เข้ามาล้มโครงการ
แหล่งข่าวจากวงการพลังงาน เปิดเผยว่า ในการจัดทำแผนพีดีพีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ได้คำนึงถึงการกระจายเชื้อเพลิง แต่มุ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสัดส่วนถึง 53% เมื่อสิ้นสุดแผนปี 2580 ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของประเทศในการจัดหาก๊าซในอนาคต เนื่องจากปริมาณก๊าซในอ่าวไทยลดลงเรื่อยๆ และปัจจุบันป้อนให้กับโรงไฟฟ้าที่ก่อสร้างแล้วได้เท่านั้น หากไม่มีการกระจายเชื้อเพลิง จะทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจีในปริมาณที่มากขึ้น บนความไม่แน่นอนของราคา จึงถือเป็นความเสี่ยงที่จะมากระทบค่าไฟฟ้าในอนาคตได้
นอกจากนี้ ไม่ได้มีการผลักดันให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานอย่างจริงจัง โดยไม่มีการยึดข้อสมมติฐานวิธีการที่จะปฏิบัติให้เกิดผล แต่เป็นการตั้งตัวเลขที่จะลดการใช้ไฟฟ้าไว้ 4 พันเมกะวัตต์ บนพื้นฐานที่เสมือนเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าประเภทหนึ่ง และพิจารณาเฉพาะการอนุรักษ์พลังงานด้านไฟฟ้าที่แข่งขันด้านราคาไม่เกินกว่า Grid Parity หรือการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ซึ่งการกำหนดดังกล่าวจึงไม่มีความเป็นไปได้ที่ดำเนินงานด้านอนุรักษ์พลังงานเป็นไปตามเป้าหมายได้ เพราะจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการผลิตไฟฟ้าเมื่อเทียบหน่วยต่อหน่วย
อีกทั้งเป็นการปิดกั้นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยเฉพาะมติกพช.อนุมัติให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเปลี่ยนไปใช้ก๊าซได้ ถือเป็นการผิดหลักการประมูล ถือเป็นการไม่ยุติธรรมกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในการเข้าแข่งขัน ซึ่งควรจะมีการทบทวนแก้มติกพช.ในส่วนนี้รวมทั้งการแก้มติกบง.ด้วย
นายสุวัฒน์ กมลพนัส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในแผนพีดีพี เป็นการปิดกันผู้ประกอบการธุรกิจไฟฟ้า ที่จะขยายงาน หรือไม่ส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้เกิดขึ้นในประเทศเท่าที่ควร เนื่องจากมีการกำหนดราคารับซื้อไม่ให้เกินกว่าต้นทุนของโรงไฟฟ้าหรือไม่เกิน 2.44 บาทต่อหน่วย ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล ก๊าซชีวภาพ พลังงานลมพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยนํ้า ซึ่งมองว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากต้นทุนยังสูงอยู่
อีกทั้งการไปมุ่งโซลาร์ภาคประชาชน 1 หมื่นเมกะวัตต์ ก็ไม่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากราคารับซื้อไม่จูงใจที่รับซื้อเพียง 1.68 บาทต่อหน่วย ขณะที่ราคาติดตั้งยังสูงอยู่ที่ กิโลวัตต์ละ 3-4 หมื่นบาท และไปทำให้ลดสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ ลดลงมา และราคารับซื้อไฟฟ้าที่ตํ่า ไม่จูงใจให้เกิดการลงทุน
ทั้งนี้ จากรายงานข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย (ตลท.) วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 ใน 6 กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ได้แก่ GULF, EA,EGCO, GPSC, RATCH, BGRIM มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ( MARKET CAP ) รวมอยู่ที่ 941,353 ล้านบาทคิดเป็น 5.32% ของมูลค่าตลาดรวม (17.71 ล้านล้านบาท) โดยเพิ่มขึ้นจากเมื่อช่วงสิ้นปี 2561 ประมาณ 35.78% ได้แก่ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์(GULF) อยู่ที่ 274,109 ล้านบาท จาก 173,864 ล้านบาท บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) อยู่ที่ 194,893 ล้านบาท จาก 158,525 ล้านบาท บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) อยู่ที่ 174,260 ล้านบาท จาก 130,563 ล้านบาท บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) อยู่ที่ 106,005 ล้านบาท จาก 87,651 ล้านบาท บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) อยู่ที่ 98,238 ล้านบาท จาก 73,588 ล้านบาท และบมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) อยู่ที่ 93,848 ล้านบาท จาก 69,083 ล้านบาท
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3492 วันที่ 1-3 สิงหาคม 2562










