
กรอ.คาดมูลค่าลงทุนตั้งขยายโรงงานทั้งปี 4.3 แสนล้าน
กรอ.เผยแนวโน้มการตั้งขยายโรงงานทั้งปี 62 มีเม็ดเงินลงทุนรวม 4.3 แสนล้านบาท เชื่อศักยภาพของไทยน่าลงทุนกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ครึ่งปีหลังจะได้รับอนิสงส์จากการเมืองนิ่ง ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น
นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปี 62 ทั้งปีคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 4.3 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมอยู่ที่ 3.6 แสนล้านบาท เนื่องจากประเทศไทยมีความน่าลงทุนเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยแนวโน้มการลงทุนครึ่งปีหลัง คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก เพราะได้รับอานิสงส์จากการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มีความชัดเจนมากขึ้นไม่เกินกลางเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเชื่อว่าหากการเมืองจะนิ่ง ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นเข้ามาลงทุน
อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าสหรัฐ-จีน แม้จะมีท่าทีผ่อนคลายลง แต่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สร้างความกังวลใจแก่นักลงทุน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน สำหรับยอดการขออนุญาตประกอบกิจการใหม่ และขยายกิจการโรงงานในครึ่งแรกของปี 62 มีจำนวน 2,064 โรงงานลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.06% มีการจ้างงาน 92,262 คน ลดลง 5.45% มีมูลค่าลงทุนอยู่ที่ 1.95 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.85%
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าลงทุนมากที่สุด 5 อันดับแกร ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม 3.85 หมื่นล้านบบาท เพิ่มขึ้น 2,369.9% รองลงมาเป็นกลุ่มอาหาร 2.88 หมื่นล้านบาท ลดลง 15.76% ,กลุ่มการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 1.95 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.43% ,การผลิตยานพาหนะ และอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ 1.21 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 45.25% และกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก 1.21 หมื่นล้านบาท ลดลง 6.95%
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะการขออนุญาตประกอบกิจการใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปีพบว่าเป็นจำนวนโรงงาน 1,659 โรงงาน มีการจ้างแรงงาน 45,733 คน และมีเงินลงทุน 106,000.87 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมอาหารลงทุนสูงสุด 19,301.07 ล้านบาท รองลงมาเป็น ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม 16,789.08 ล้านบาท และการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 14,213.40 ล้านบาท ส่วนการขยายกิจการ มี 405 โรงงาน มีการจ้างคนงาน 46,537 คน และ เงินลงทุน 89,687.89 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมมีมูลค่าขยายกิจการสูงสุด 21,741.05 ล้านบาท รองลงมาเป็น อุตสาหกรรมอาหาร 9,593.88 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์พลาสติก 7,883.34 ล้านบาท
“การจ้างงานที่พบว่าปรับตัวลดลงส่วนหนึ่งมาจากผู้ประกอบการหันมาพัฒนาศักยภาพแรงงาน และส่วนหนึ่งมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนแรงงานตามการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 โดยอุตสาหกรรมที่ขออนุญาตประกอบกิจการและขยายกิจการโรงงานในครึ่งแรกของปี และมีการจ้างแรงงานมากสุด คือ อุตสาหกรรมอาหารมีการจ้างงาน 19,495 คน ลดลง 36.20% รองลงมาเป็นการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 11,218 คน เพิ่มขึ้น 103.34%, อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายยกเว้นรองเท้า จ้างงาน 8,029 คนเพิ่มขึ้น 164.11%, ผลิตภัณฑ์ยานพาหนะและอุปกรณ์รวมถึงการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ 7,542 คน เพิ่มขึ้น 60.91% และผลิตภัณฑ์พลาสติก จ้างงาน7,604 คน ลดลง 34.50% เป็นต้น”











