
นายกฯ เปิดเวที IMF-World Bank ชูไทยเชื่อมโลก IMF เตือนหนี้พุ่ง
เปิดประชุม IMF–World Bank 2026 นายกฯ ชูไทยเชื่อมเศรษฐกิจโลก IMF เตือนหนี้สูง เงินเฟ้อ และ AI ขณะที่ธนาคารโลกเร่งระดมทุนเอกชนสร้างงาน
KEY
POINTS
- นายกฯ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจโลก ย้ำบทบาทการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และเงินทุน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงจากยุคเครื่องแฟกซ์สู่ยุค AI
- IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งหนี้สาธารณะ เงินเฟ้อ ความผันผวนด้านพลังงาน และภัยไซเบอร์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสร้างวินัยการคลังและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
- ธนาคารโลกเร่งระดมทุนเอกชนรับโจทย์สร้างงาน หลังประเมินว่าประชากร 1,200 ล้านคนจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่มีตำแหน่งงานรองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่ง พร้อมผลักดัน Small AI และการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF–World Bank Annual Meetings 2026 เปิดการประชุมใหญ่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้นำองค์กรการเงินระหว่างประเทศและผู้แทนประเทศสมาชิกเข้าร่วม ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้สาธารณะ เงินเฟ้อ และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
พิธีเปิดประกอบด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ในฐานะประเทศเจ้าภาพ นายคาร์ลอส การ์บาโย สปอลดิง (Carlos Carvallo Spalding) ผู้ว่าการธนาคารกลางปารากวัย ในฐานะประธานการประชุม นางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และนายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก
สารสำคัญของการประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังสามารถปรับตัวท่ามกลางความผันผวน แต่ความสามารถในการรับมือวิกฤตครั้งใหม่กำลังถูกจำกัดจากภาระหนี้และความไม่แน่นอน ขณะที่เทคโนโลยี AI กลายเป็นทั้งโอกาสในการเพิ่มผลิตภาพและความเสี่ยงที่รัฐบาลทั่วโลกต้องเตรียมรับมือ
นายกฯ ชูไทยเชื่อมโลก จากยุคส่งแฟกซ์สู่ยุค AI
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมโดยย้อนถึงประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่มีบทบาทเชื่อมโยงการค้าระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตกมาตั้งแต่อดีต โดยยกตัวอย่างกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ ก่อนเปรียบเทียบว่ากรุงเทพมหานครในปัจจุบันสามารถทำหน้าที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกได้เช่นเดียวกัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank ของไทยเมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกกำลังมุ่งสู่การรวมตัวทางเศรษฐกิจ โดยขณะนั้นเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วที่สุดอย่างหนึ่งคือเครื่องแฟกซ์ แตกต่างจากปัจจุบันที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI และต้องเผชิญความท้าทายซับซ้อนมากขึ้น ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการรักษาสิ่งแวดล้อม
สำหรับการประชุมในปีนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวคิดการเปิดขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย ผ่านการเชื่อมโยงเทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยหวังให้ผลจากการหารือและการตัดสินใจในกรุงเทพมหานครนำไปสู่การขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก
IMF เตือนหนี้สูง–เงินเฟ้อ–AI ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก
นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF เปรียบเศรษฐกิจโลกเป็นเรือลำเดียวกันที่ทุกประเทศต้องร่วมกันพายฝ่าคลื่นลม โดยชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งภาระหนี้และการขาดดุลงบประมาณที่อยู่ในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงาน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจาก AI ซึ่งทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจคาดการณ์ได้ยากขึ้น
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ภาระหนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้น ทั้งสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น ส่งผลให้รัฐบาลมีข้อจำกัดมากขึ้นในการใช้นโยบายการคลังรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ
"นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านอุปทานและราคาพลังงานยังอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศต้องเตรียมความพร้อมด้านพลังงานก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว"
IMF จึงเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เร่งดำเนินมาตรการ Fiscal Consolidation หรือการปรับฐานะการคลังให้มีความยั่งยืน โดยเฉพาะประเทศที่มีภาระหนี้สูง แต่ต้องดำเนินการควบคู่กับการปกป้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง พร้อมสื่อสารให้สังคมเข้าใจถึงความจำเป็นของมาตรการ และจัดทำแผนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
ขณะเดียวกัน IMF ยังเตือนถึงความเสี่ยงจาก AI และภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยระบุว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพได้มหาศาล แต่ความก้าวหน้าดังกล่าวไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม อีกทั้งยังทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถค้นหาและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จากเดิมที่อาจใช้เวลาหลายเดือน เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง และอาจลดลงเหลือระดับนาทีในอนาคต
จอร์เจียวายังกล่าวถึงความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมหาอำนาจ โดยเสนอว่า จีนจำเป็นต้องเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ สหรัฐฯ ต้องเพิ่มการออม และยุโรปต้องเพิ่มการลงทุน เพื่อสร้างสมดุลใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลก ลดการพึ่งพาการส่งออกหรืออุปสงค์จากบางประเทศมากเกินไป
ชูปารากวัยต้นแบบฟื้นเศรษฐกิจ เร่งลงทุนตรงจุด
นายคาร์ลอส การ์บาโย สปอลดิง ผู้ว่าการธนาคารกลางปารากวัย ในฐานะประธานการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านการเติบโตของรายได้ต่อหัว ภาระหนี้ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศและการสนับสนุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศมีความสำคัญมากขึ้น
คาร์ลอสยกตัวอย่างประเทศปารากวัย ซึ่งเคยเผชิญอัตราเงินเฟ้อระดับสองหลักและความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่สามารถฟื้นตัวผ่านการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก จนสามารถยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าการลงทุนที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละประเทศสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้จริง
ประธานการประชุมยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทบทวนกรอบการเงินและการคลังของประเทศรายได้ต่ำ การพัฒนาระบบติดตามและเตือนภัยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการปรับปรุงเงื่อนไขความช่วยเหลือทางการเงินให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ โดยมองว่าการระดมเงินทุนจากภาคเอกชนและการนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
IMF เผยวงเงินช่วยเหลือพร้อมใช้ ช่วยประเทศรายได้ต่ำ
นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กล่าวถึงบทบาทของ IMF ในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า IMF มีวงเงินสินเชื่อคงค้างและข้อตกลงทางการเงินที่ยังไม่ได้เบิกใช้รวมประมาณ 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยังมีขีดความสามารถในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับความต้องการของประเทศสมาชิกที่อาจเผชิญวิกฤตในอนาคต
นอกจากนี้ IMF ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประเทศรายได้ต่ำผ่าน Poverty Reduction and Growth Trust (PRGT) ซึ่งเป็นกองทุนให้เงินกู้ภายใต้เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลดความยากจน และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจอร์เจียวาระบุถึงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแบบผ่อนปรนรวมกว่า 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการดำเนินงานที่ครอบคลุมประเทศรายได้ต่ำจำนวนมาก
อีกหนึ่งประเด็นที่ IMF ให้ความสำคัญคือการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศสมาชิกในการรับมือความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะ AI และภัยไซเบอร์ ผ่านการให้คำปรึกษาด้านนโยบาย การฝึกอบรม และการประเมินเสถียรภาพภาคการเงิน หรือ Financial Sector Assessment Program (FSAP) เพื่อช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถป้องกันความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจโดยรวม
ธนาคารโลกปฏิวัติตัวเอง ลดเวลาอนุมัติเหลือ 9 เดือน
นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวสุนทรพจน์ภายใต้แนวคิด The Next Era of Development หรือยุคใหม่ของการพัฒนา โดยระบุว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจโลกคือการสร้างงานให้เพียงพอกับจำนวนประชากรที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยในช่วงเวลาข้างหน้าจะมีประชากรประมาณ 1,200 ล้านคนเข้าสู่วัยทำงาน แต่เศรษฐกิจโลกอาจสร้างตำแหน่งงานรองรับได้เพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง สะท้อนความจำเป็นในการเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ
บังกากล่าวว่า แนวทางการพัฒนาในอนาคตไม่สามารถพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภาครัฐหรือองค์กรระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการผสมผสานเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ากับเงินทุนเพื่อการพัฒนา โดยธนาคารโลกให้ความสำคัญกับองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ การสร้างความแน่นอนด้านกฎหมายและกฎระเบียบ และการขยายขนาดการลงทุนให้เพียงพอต่อความต้องการ
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในองค์กร เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มความรวดเร็วในการสนับสนุนโครงการพัฒนา โดยระบุว่าสามารถลดระยะเวลาเตรียมโครงการจากประมาณ 19 เดือน เหลือ 9 เดือน และลดจำนวนตัวชี้วัดจาก 153 ตัว เหลือ 22 ตัว เพื่อให้การดำเนินโครงการมีความคล่องตัวและมุ่งเน้นผลลัพธ์มากขึ้น
เวิลด์แบงก์ระดมทุนเอกชนเพิ่ม 3 เท่า ดัน Small AI
ประธานกลุ่มธนาคารโลกระบุว่า การระดมเงินทุนภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 เป็น 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า โดยมีนักลงทุนจากกว่า 110 ประเทศเข้าร่วม และเกือบครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนมุ่งสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน เกษตรกรรม สาธารณสุข การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
สำหรับการนำ AI มาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ บังกาเน้นแนวคิด Small AI หรือการประยุกต์ใช้ AI ขนาดเล็กที่มีต้นทุนต่ำและเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศกำลังพัฒนาได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs ที่สามารถใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ เข้าถึงข้อมูล และเชื่อมโยงกับตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเดินหน้าโครงการพัฒนาในประเทศที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาแอฟริกาในการขยายการเข้าถึงไฟฟ้าให้ประชาชน 300 ล้านคน ซึ่งตามข้อมูลที่บังกานำเสนอ มีประชาชนได้รับประโยชน์แล้วประมาณ 59 ล้านคน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชน 1,000 ล้านคน และยกระดับเกษตรกรรมจากการผลิตเพื่อยังชีพไปสู่การสร้างผลผลิตส่วนเกินและรายได้ให้ประชาชน 300 ล้านคน
ไทยหวังเปลี่ยนความร่วมมือเป็นโอกาส
สารสำคัญจากการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตระยะยาว ท่ามกลางข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะ เงินเฟ้อ และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดย IMF ให้ความสำคัญกับการสร้างวินัยทางการคลังและการบริหารความเสี่ยง ขณะที่ธนาคารโลกมุ่งขยายการลงทุนภาคเอกชนเพื่อสร้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
สำหรับประเทศไทย การกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้หลังผ่านไป 35 ปี จึงไม่ใช่เพียงการต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลก แต่ยังเป็นโอกาสในการแสดงบทบาทของประเทศในฐานะจุดเชื่อมโยงการค้า การลงทุน เงินทุน และเทคโนโลยี ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญหลังการประชุม คือการเปลี่ยนข้อเสนอและความร่วมมือระดับนานาชาติให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ทั้งการเพิ่มการลงทุน การสร้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการกระจายโอกาสทางเทคโนโลยี เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศหรือกลุ่มประชากรที่มีความพร้อมเท่านั้น แต่สามารถส่งต่อประโยชน์ไปยังประชาชนในวงกว้างอย่างยั่งยืน






