
กลุ่ม ปตท. โชว์ผลงานสร้าง ศก. กุมมาร์เก็ตแคปในมือ 2.4ล้านล้าน
กลุ่ม ปตท. เผยผลการดำเนินงาน 17 ปี นำเงินส่งรัฐต่อเนื่องกว่า 8.8 แสนล้าน ชี้! ปี 61 มีมาร์เก็ตแคป 15.2% ของดัชนีตลาดหุ้นไทย คิดเป็นมูลค่า 2.42 ล้านล้านบาท พร้อมอัดงบลงทุน 5 ปี อีก 3.54 แสนล้าน ลุยความมั่นคงพลังงาน สร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ
ในการประชุมติดตามผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ในรอบ 4 ปี (2558-2561) ที่มี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา หนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่สาธารณะจับตามอง ดูเหมือนจะเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับรัฐได้อย่างต่อเนื่อง
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจ้งที่ประชุมทราบว่า ปตท. มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและความมั่งคงทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ โดยป้อนก๊าซธรรมชาติให้กับโรงไฟฟ้า รวมทั้งสิ้นจำนวน 120 โรง และป้อนก๊าซฯ ให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาตินำไปผลิตเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ แอลพีจี ได้มากกกว่า 3.8 ล้านตันต่อปี ช่วยลดการนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศได้กว่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมทั้งการนำก๊าซฯ ใช้เป็นวัตถุดิบต่อยอดอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมาก และยังสามารถนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมผ่านลูกค้ากว่า 35 นิคมอุตสาหกรรม ครอบคลุม 13 จังหวัด คิดเป็นมูลค่ากว่า 6.7 หมื่นล้านบาท และยังป้อนก๊าซให้กับสถานีบริการเอ็นจีวีกว่า 426 แห่ง สร้างการจ้างงานได้กว่า 5,815 คน
ในขณะที่ การดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีสร้างรายได้กว่า 1.3 ล้านล้านบาท จากเงินลงทุนที่สะสมจนถึงปัจจุบันกว่า 1 ล้านล้านบาท เกิดการพัฒนาเอสเอ็มอีกว่า 4 พันราย และเกิดการจ้างงานราว 4 แสนคนทั่วประเทศ
นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังจัดหาน้ำมันดิบและคอนเดนเสทให้กับโรงกลั่นน้ำมันและการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่เพิ่มสูงขึ้น จากปี 2560 อยู่ที่ 5.56 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 5.83 หมื่นล้านบาท ในปี 2561 และยังขยายฐานการค้าให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วโลก ผ่านการดำเนินงานของ Trading Office ที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์การค้าสำคัญของโลก โดยมีปริมาณการค้านอกประเทศรวม 575 พันบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปี 2560
อีกทั้งการนำพาแบรนด์ไทยไปสู่แบรนด์โลก โดยการเปิดสาขาคาเฟ่อเมซอนในต่างประเทศ จำนวน 184 สาขา ทั้งในกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และโอมาน เป็นต้น
ทั้งนี้ หากพิจารณาผลการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท. จะคิดเป็น 2% ของจีดีพีประเทศ สร้างกำไรขั้นต้นของทั้งกลุ่ม ที่ระดับ 3.13 แสนล้านบาท ในปี 2561 โดยในช่วงปี 2544-2561 กลุ่ม ปตท. ส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปเงินปันผลและภาษีเงินได้ รวมประมาณ 8.8 แสนล้านบาท (ปี 2561 ส่งรายได้รัฐ 8.2 หมื่นล้านบาท) ซึ่งการลงทุนในช่วง 5 ปี (2557-2561) ที่ผ่านมา มีมูลค่า 3.83 แสนล้านบาท และมีแผนลงทุนในช่วง 5 ปี (2562-2566) อีก 3.54 แสนล้านบาท เป็นงบลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ราว 2.64 แสนล้านบาท เช่น การขยายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน 5.41 หมื่นล้านบาท การสร้างมูลค่าเพิ่มจากปิโตรเคมี 7.11 หมื่นล้านบาท และการปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ 1.38 แสนล้านบาท
ขณะที่ กลุ่ม ปตท. มีมาร์เก็ตแคป คิดเป็น 15.2% ของดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2561 หรือ คิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาด 2.42 ล้านล้านบาท ซึ่งหลังจาก ปตท. แตก Par ส่งผลให้จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยเพิ่มขึ้น จาก 4 หมื่นราย เป็น 1.2 แสนราย ซึ่งในเดือน เม.ย. 2562 นี้ จะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อย มูลค่าราว 3,472 ล้านบาท
นายชาญศิลป์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังขยายความเจริญไปสู่ชุมชนให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ทุกภูมิภาค โดยได้พัฒนารูปแบบสถานีบริการน้ำมันกว่า 1,627 แห่ง สร้างธุรกิจให้กับเอสเอ็มอีกว่า 1,600 ราย และร้าคาเฟ่อเมซอน 1,999 สาขา มีการร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้ากว่า 90 แบนรด์ สร้างการจ้างงานกว่า 5 หมื่นตำแหน่ง
อีกทั้งการพัฒนาสถานีบริการน้ำมันให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยการส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยชุมชนและเอสเอ็มอี ผ่านโครงการ "ร้านค้าประชารัฐสุขใจ" โดยตั้งเป้าสร้างรายได้ให้วิสาหกิจชุมชนกว่า 6 พันราย โดยยอดขายในปี 2561 รวมทั้งสิ้น 25.62 ล้านบาท ประชากรได้รับประโยชน์กว่า 7 หมื่นราย
รวมทั้งมีโครงการรวมพลังคนไทยร่วมใจช่วยเกษตรบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงราคาตกต่ำ ผ่านโครงการช่วยเหลือช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรสำหรับเกษตรกร อาทิ การจำหน่ายข้าวในสถานีบริการน้ำมัน ในปี 2560 จำนวน 2,676 ตัน ปี 2561 จำนวน 1 พันตัน, สับปะรดและกระเทียม ปี 2561 จำนวน 800 ตัน รวมถึงมีโครงการจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชนในสถานีบริการน้ำมันต้นแบบ "ไทยเด็ด" 20 แห่ง และมีโครงการความร่วมมือส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมนกับสภาสถาบันการเงินของรัฐ ภายในสถานีบริการน้ำมันต้นแบบ 20 แห่ง เป็นต้น
นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงสะอาดและผลิตภัณฑ์จากพืชพลังงาน ช่วยเสริมสร้างรายได้ภาคการเกษตร ลดการนำเข้าน้ำมัน จากการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีส่วนผสมของเอทานอลและไบโอดีเซล โดยในปี 2561 สามารถทดแทนการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป คิดเป็นมูลค่าได้ราว 5 หมื่นล้านบาท และเพิ่มการจ้างงานให้แก่เกษตรกรในประเทศกว่า 4 แสนคน รวมทั้งการสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก 7% เป็น 20% ซึ่งจะช่วยลดควันดำลงได้ 69% และลดฝุ่นละออง PM 2.5 ลงได้ 23%
ขณะที่ การสร้างขีดความสามารถด้วยนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น กลุ่ม ปตท. ได้สร้างความร่วมมือกับเอกชนและภาครัฐมากกว่า 50 องค์กร เพื่อพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในรูปแบบต่าง ๆ








