
“ปลัดพสุ” เผย 6 ภารกิจด่วนต้องผลักดันให้แล้วเสร็จ
“พสุ”ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เผย 6 ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินงานภายใน 2 ปี เน้นการพัฒนาเอสเอ็มอี การส่งเสริมลงทุนในพื้นที่อีอีซี พัฒนาบุคลากร ย้ำการปรับโครงสร้างกระทรวงฯ ใหม่ เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ยันปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลทรายราคาปรับลดลง
[caption id="attachment_228434" align="aligncenter" width="503"]
นายพสุ โลหารชุน[/caption]
นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการทำงานหลังจากที่ได้รับตำแหน่งว่า ภารกิจที่ท้าทายซึ่งจะเร่งผลักดันให้สำเร็จในช่วงปี 2561-2562 ที่สำคัญได้กำหนดไว้ 6 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve โดยจะมีการลงทุนประกอบกิจการโรงงานใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มขึ้น การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่ 4.0 เน้นการพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวและพัฒนาได้ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมุ่งสู่ตลาดสากล
การส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี และพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่มีศักยภาพ การเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการนำกากอุตสาหกรรมเข้าระบบมากขึ้น การบริหารจัดการทรัพยากรแร่และโลหะ การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบบูรณาการในลักษณะ Big Data เพื่อยกระดับเทคโนโลยีดิจิตัล สำหรับการพัฒนาระบบงาน การบูรณาการข้อมูลและเชื่อมโยงระบบงานต่างๆสำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานให้รองรับกระทรวงอุตสาหกรรม 4.0 เช่น การอนุมัติอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเชิงรุกในลักษณะภาพรวมและรายพื้นที่ การพัฒนาฐานข้อมูลด้านอุตสาหกรรม และการพัฒนาบุคลากร เน้นการพัฒนาคนให้เป็นมืออาชีพ สามารถให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายตามนโยบายของกระทรวงฯได้
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ปรับโครงสร้างและบทบาทภารกิจใหม่ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2560 ซึ่งการปรับโครงสร้างครั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยการปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการอำนาจหน้าที่ของทั้ง 7 หน่วยงานในสังกัดเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น และเหมาะสมกับสภาพงานที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจากเดิมเน้นภารกิจตามอำนาจหน้าที่ (Function) ให้มาเป็นการทำงานตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ของรัฐบาล (Agenda)
โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีภารกิจที่ชัดเจนขึ้น คือ การพัฒนาระบบมาตรฐานงานกำกับโรงงาน การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตและพื้นที่อุตสาหกรรม รวมทั้งโรงงาน 4.0 (Factory 4.0) ด้วยการปรับปรุงมุ่งสู่อัจฉริยะ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีภารกิจพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจอุตสาหกรรม การพัฒนาดิจิทัลอุตสาหกรรม การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม รวมถึงโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ มีภารกิจเพิ่มด้านนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การบริหารจัดการวัตถุดิบอุตสาหกรรม งานวิศวกรรมบริการ
สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เพิ่มงานด้านอุตสาหกรรมต่อเนื่องและอุตสาหกรรมชีวภาพ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ปรับเพิ่มงานด้านกำกับองค์กรด้านมาตรฐาน การควบคุมมาตรฐาน และการตรวจการมาตรฐาน ซึ่ง สมอ.จะปรับโฉมองค์กรมุ่งสู่ยุค 4.0 ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มีภารกิจ คือ ด้านสารสนเทศและดัชนีเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (ซึ่งรองรับชุดข้อมูลขนาดใหญ่เตือนภัยอุตสาหกรรม)
“การปรับเปลี่ยนประเทศไทยเพื่อเข้าสู่ Thailand 4.0 และ Industry 4.0 กระทรวงฯ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบในการกำหนดเป้าหมาย แผนงานโครงการ ให้สามารถตอบโจทย์และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปฏิบัติงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนได้ส่วนเสียทำงานเป็นทีมเวริ์ค รวมถึงการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้แก่ทุกหน่วยงานและสังคมได้รับทราบโดยทั่วกัน เพื่อลดกับดักรายได้ปานกลาง กับดักความเหลื่อมล้ำ กับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา ซึ่งเชื่อว่าการปรับโครงสร้างใหม่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ จะทำให้การปฏิรูประบบอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ Industry 4.0 ได้” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว
นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับในปีงบประมาณ 2561 กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 5,740 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงาน 6 เรื่องหลักตามการดำเนินงานภารกิจเร่งด่วนของปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
ขณะที่นายสุรพล ชามาตย์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับแผนตรวจกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ในปีงบประมาณ 2561 จะเข้มงวดกับโรงงานที่มีอยู่ราว 32,761 แห่ง เป็นในส่วนการรับผิดชอบของอุตสาหกรรมจังหวัด 21,504 แห่ง กรมโรงงานอุตสาหกรรม 8,850 แห่ง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 1,050 แห่ง และในส่วนรับผิดชอบของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) 957 แห่ง
อีกทั้ง จะเข้าไปกำกับดูแลโรงงานฯที่มีการร้องเรียนให้เข้มงวดมากขึ้นเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโรงงานที่ถูกร้องเรียนซ้ำซากจำนวน 75 แห่ง ใน 30 จังหวัด
นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.) กล่าวว่า สำหรบการปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลทราย ตามการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น ยังมีขั้นตอนในการจัดทำรายละเอียดที่จะต้องปรับแก้ไขกฎระเบียบ ซึ่งจะต้องนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ซึ่งจะนำมาใช้ในฤดูหีบอ้อยที่จะมาถึงนี้ โดยประเมินว่าหลังปล่อยลอยตัวแล้ว ราคาน้ำตาลทรายจะปรับตัวลดลงจากที่จำหน่ายอยู่ 21 บาทต่อกิโลกรัม
[caption id="attachment_228434" align="aligncenter" width="503"]
นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการทำงานหลังจากที่ได้รับตำแหน่งว่า ภารกิจที่ท้าทายซึ่งจะเร่งผลักดันให้สำเร็จในช่วงปี 2561-2562 ที่สำคัญได้กำหนดไว้ 6 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve โดยจะมีการลงทุนประกอบกิจการโรงงานใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มขึ้น การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่ 4.0 เน้นการพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวและพัฒนาได้ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมุ่งสู่ตลาดสากล
การส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี และพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่มีศักยภาพ การเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการนำกากอุตสาหกรรมเข้าระบบมากขึ้น การบริหารจัดการทรัพยากรแร่และโลหะ การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบบูรณาการในลักษณะ Big Data เพื่อยกระดับเทคโนโลยีดิจิตัล สำหรับการพัฒนาระบบงาน การบูรณาการข้อมูลและเชื่อมโยงระบบงานต่างๆสำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานให้รองรับกระทรวงอุตสาหกรรม 4.0 เช่น การอนุมัติอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเชิงรุกในลักษณะภาพรวมและรายพื้นที่ การพัฒนาฐานข้อมูลด้านอุตสาหกรรม และการพัฒนาบุคลากร เน้นการพัฒนาคนให้เป็นมืออาชีพ สามารถให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายตามนโยบายของกระทรวงฯได้
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ปรับโครงสร้างและบทบาทภารกิจใหม่ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2560 ซึ่งการปรับโครงสร้างครั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยการปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการอำนาจหน้าที่ของทั้ง 7 หน่วยงานในสังกัดเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น และเหมาะสมกับสภาพงานที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจากเดิมเน้นภารกิจตามอำนาจหน้าที่ (Function) ให้มาเป็นการทำงานตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ของรัฐบาล (Agenda)
โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีภารกิจที่ชัดเจนขึ้น คือ การพัฒนาระบบมาตรฐานงานกำกับโรงงาน การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตและพื้นที่อุตสาหกรรม รวมทั้งโรงงาน 4.0 (Factory 4.0) ด้วยการปรับปรุงมุ่งสู่อัจฉริยะ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีภารกิจพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจอุตสาหกรรม การพัฒนาดิจิทัลอุตสาหกรรม การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม รวมถึงโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ มีภารกิจเพิ่มด้านนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การบริหารจัดการวัตถุดิบอุตสาหกรรม งานวิศวกรรมบริการ
สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เพิ่มงานด้านอุตสาหกรรมต่อเนื่องและอุตสาหกรรมชีวภาพ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ปรับเพิ่มงานด้านกำกับองค์กรด้านมาตรฐาน การควบคุมมาตรฐาน และการตรวจการมาตรฐาน ซึ่ง สมอ.จะปรับโฉมองค์กรมุ่งสู่ยุค 4.0 ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มีภารกิจ คือ ด้านสารสนเทศและดัชนีเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (ซึ่งรองรับชุดข้อมูลขนาดใหญ่เตือนภัยอุตสาหกรรม)
“การปรับเปลี่ยนประเทศไทยเพื่อเข้าสู่ Thailand 4.0 และ Industry 4.0 กระทรวงฯ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบในการกำหนดเป้าหมาย แผนงานโครงการ ให้สามารถตอบโจทย์และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปฏิบัติงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนได้ส่วนเสียทำงานเป็นทีมเวริ์ค รวมถึงการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้แก่ทุกหน่วยงานและสังคมได้รับทราบโดยทั่วกัน เพื่อลดกับดักรายได้ปานกลาง กับดักความเหลื่อมล้ำ กับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา ซึ่งเชื่อว่าการปรับโครงสร้างใหม่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ จะทำให้การปฏิรูประบบอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ Industry 4.0 ได้” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว
นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับในปีงบประมาณ 2561 กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 5,740 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงาน 6 เรื่องหลักตามการดำเนินงานภารกิจเร่งด่วนของปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
อีกทั้ง จะเข้าไปกำกับดูแลโรงงานฯที่มีการร้องเรียนให้เข้มงวดมากขึ้นเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโรงงานที่ถูกร้องเรียนซ้ำซากจำนวน 75 แห่ง ใน 30 จังหวัด
นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.) กล่าวว่า สำหรบการปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลทราย ตามการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น ยังมีขั้นตอนในการจัดทำรายละเอียดที่จะต้องปรับแก้ไขกฎระเบียบ ซึ่งจะต้องนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ซึ่งจะนำมาใช้ในฤดูหีบอ้อยที่จะมาถึงนี้ โดยประเมินว่าหลังปล่อยลอยตัวแล้ว ราคาน้ำตาลทรายจะปรับตัวลดลงจากที่จำหน่ายอยู่ 21 บาทต่อกิโลกรัม








