
บอร์ดแข่งขันทางการค้าวางยุทธศาสตร์ทำงานช่วงรอยต่อรอเลขาธิการใหม่
บอร์ดแข่งขันทางการค้าประชุมนัดแรก หลังกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ วางกรอบการทำงานช่วงรอยต่อที่ยังไม่มีบอร์ดชุดใหม่ จนกว่าจะมีการสรรหากรรมการและเลขาธิการใหม่ได้ในไม่เกิน 450 วัน พร้อมตั้งคณะทำงาน 3 ชุด วางยุทธศาสตร์การทำงาน
[caption id="attachment_219480" align="aligncenter" width="503"]
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร[/caption]
อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า หลังจากที่พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2560 คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้มีการประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยได้พิจารณาแนวทางการทำงานในช่วงรอยต่อที่ยังไม่มีคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ชุดใหม่ การสรรหาคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ รวมถึงการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) โครงสร้างกำลังคนและงบประมาณ และแนวทางการพิจารณาเรื่องร้องเรียนที่ค้างอยู่
สำหรับในการทำงานคณะกรรมการฯ ชุดเดิมจะยังคงทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ เพื่อไม่ให้งานสะดุด ส่วนเลขาธิการคณะกรรมการฯ กำหนดให้อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นเลขานุการฯ ไปก่อน จนกว่าจะมีเลขาธิการฯ คนใหม่เช่นกัน
ในระหว่างนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการสรรหา กขค. ซึ่งประกอบด้วย ปลัด 5 กระทรวงได้แก่พาณิชย์ เกษตรและสหกรณ์ อุตสาหกรรม คลัง และยุติธรรม รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทำการสรรหาคณะกรรมการ กขค. ซึ่งจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 270 วัน จากนั้น กขค. จะทำการคัดเลือกเลขาธิการฯ ภายใน 180 วัน นับจากมี กขค. รวมแล้วทั้งหมดไม่เกิน 450 วัน(นับจากวันที่ 5 ต.ค.2560)
อธิบดีกรมการค้าภายในเผยอีกว่า ที่ประชุมยังได้ตั้งคณะทำงาน 3 คณะ ได้แก่ 1.คณะทำงานเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การทำงานของ สขค. โดยจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับที่ 12 ของ สศช. 2. เป็นคณะทำงานที่ดูเรื่องโครงสร้างของ สขค. อัตรากำลังคน และงบประมาณ และ3.คณะทำงานดูเรื่องบุคลากรว่าจะมาจากไหน โดยปัจจุบันมีกำลังคนอยู่ที่ 65 คน
ทั้งนี้สขค. มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ใช่ราชการ ไม่ใช่องค์การมหาชน แต่ทำหน้าที่คล้ายกับ คปภ. แบงก์ชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) กสทช. ซึ่งกรรมการต้องทำงานแบบเต็มเวลา
สำหรับเรื่องร้องเรียนการเอาเปรียบทางการค้าที่มีอยู่เดิมประมาณ 10 เรื่อง จะถูกโอนมาเป็นอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ตามกฎหมายใหม่ แต่ในการพิจารณาองค์ประกอบความผิด จะใช้หลักเกณฑ์ตามกฎหมายฉบับเดิมปี 2542 ส่วนการลงโทษจะใช้โทษตามกฎหมายฉบับใหม่ปี 2560 เพราะกฎหมายต้องเป็นคุณกับผู้กระทำผิด โดยกฎหมายเดิมมีแต่โทษอาญา แต่กฎหมายใหม่มีโทษอาญาและทางปกครอง ส่วนคดีใหม่หลังจากวันที่ 5 ตุลาคม 2560 จะใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาตามกฎหมายใหม่ทั้งหมด และยืนยันว่า คดีที่ค้างอยู่ การพิจารณาจะไม่ล่าช้า เหมือนกฎหมายเก่า เพราะไม่ต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาอีก สามารถพิจารณาต่อได้เลย
[caption id="attachment_219480" align="aligncenter" width="503"]
อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า หลังจากที่พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2560 คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้มีการประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยได้พิจารณาแนวทางการทำงานในช่วงรอยต่อที่ยังไม่มีคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ชุดใหม่ การสรรหาคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ รวมถึงการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) โครงสร้างกำลังคนและงบประมาณ และแนวทางการพิจารณาเรื่องร้องเรียนที่ค้างอยู่
สำหรับในการทำงานคณะกรรมการฯ ชุดเดิมจะยังคงทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ เพื่อไม่ให้งานสะดุด ส่วนเลขาธิการคณะกรรมการฯ กำหนดให้อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นเลขานุการฯ ไปก่อน จนกว่าจะมีเลขาธิการฯ คนใหม่เช่นกัน
ในระหว่างนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการสรรหา กขค. ซึ่งประกอบด้วย ปลัด 5 กระทรวงได้แก่พาณิชย์ เกษตรและสหกรณ์ อุตสาหกรรม คลัง และยุติธรรม รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทำการสรรหาคณะกรรมการ กขค. ซึ่งจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 270 วัน จากนั้น กขค. จะทำการคัดเลือกเลขาธิการฯ ภายใน 180 วัน นับจากมี กขค. รวมแล้วทั้งหมดไม่เกิน 450 วัน(นับจากวันที่ 5 ต.ค.2560)
อธิบดีกรมการค้าภายในเผยอีกว่า ที่ประชุมยังได้ตั้งคณะทำงาน 3 คณะ ได้แก่ 1.คณะทำงานเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การทำงานของ สขค. โดยจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับที่ 12 ของ สศช. 2. เป็นคณะทำงานที่ดูเรื่องโครงสร้างของ สขค. อัตรากำลังคน และงบประมาณ และ3.คณะทำงานดูเรื่องบุคลากรว่าจะมาจากไหน โดยปัจจุบันมีกำลังคนอยู่ที่ 65 คน
ทั้งนี้สขค. มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ใช่ราชการ ไม่ใช่องค์การมหาชน แต่ทำหน้าที่คล้ายกับ คปภ. แบงก์ชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) กสทช. ซึ่งกรรมการต้องทำงานแบบเต็มเวลา
สำหรับเรื่องร้องเรียนการเอาเปรียบทางการค้าที่มีอยู่เดิมประมาณ 10 เรื่อง จะถูกโอนมาเป็นอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ตามกฎหมายใหม่ แต่ในการพิจารณาองค์ประกอบความผิด จะใช้หลักเกณฑ์ตามกฎหมายฉบับเดิมปี 2542 ส่วนการลงโทษจะใช้โทษตามกฎหมายฉบับใหม่ปี 2560 เพราะกฎหมายต้องเป็นคุณกับผู้กระทำผิด โดยกฎหมายเดิมมีแต่โทษอาญา แต่กฎหมายใหม่มีโทษอาญาและทางปกครอง ส่วนคดีใหม่หลังจากวันที่ 5 ตุลาคม 2560 จะใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาตามกฎหมายใหม่ทั้งหมด และยืนยันว่า คดีที่ค้างอยู่ การพิจารณาจะไม่ล่าช้า เหมือนกฎหมายเก่า เพราะไม่ต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาอีก สามารถพิจารณาต่อได้เลย








