
งบ 1 พันล้านลุย “โคบาลบูรพา”เลี้ยงวัวเนื้อส่งออก
“ฉัตรชัย” สั่งลุย “โคบาลบูรพา”หลังครม.ไฟเขียวงบกว่า 1,000 ล้าน หวังเร่งปรับเปลี่ยนปลูกข้าวในพื้นที่แห้งแล้ง จ.สระแก้วสู่แหล่งอุตสาหกรรมโคเนื้อครบวงจร ดันส่งออกกัมพูชา-เวียดนาม
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการ “โคบาลบูรพา”วงเงินรวม 1,028.40 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง และส่งเสริมอาชีพปศุสัตว์ให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 ก.ค. 59 ใน จ.สระแก้ว เพื่อพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งปศุสัตว์ “โคบาลบูรพา” ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ
ทั้งนี้มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนพื้นที่ 1.03 แสนไร่ เกษตรกร 6,377 ราย มีทั้งหมด 5 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) การเลี้ยงโคเนื้อจัดตั้งธนาคารโคเนื้อ (เพศเมีย) จำนวน 3 หมื่นตัว และส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ (เพศเมีย) จำนวน 1.20 แสนตัวใช้งบประมาณ 900 ล้านบาท 2) การเลี้ยงแพะ จัดตั้งธนาคารแพะ (เพศผู้/เพศเมีย) จำนวน 3,200 ตัว และส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแพะ (เพศผู้/เพศเมีย) จำนวน 2.72 หมื่นตัว ใช้งบประมาณ 13.20 ล้านบาท 3) การปลูกหญ้า/พืชอาหารสัตว์ เนื้อที่ 4.03 หมื่นไร่ ใช้งบประมาณ 80.60 ล้านบาท 4) การจัดตั้งโรงฆ่าสัตว์มาตรฐาน GMP จำนวน 1 โรงงบประมาณ 34.60 ล้านบาท และ 5) การส่งเสริมแปลงใหญ่/การจัดตั้งสหกรณ์ “โคบาลบูรพา” จำนวน 1 แห่ง
สำหรับการดำเนินงานโครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 6 ปี (2560 - 2565) แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยแต่ละระยะเป็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของเกษตรกรแต่ละราย ประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ในช่วงการปรับเปลี่ยนระยะแรก เกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกข้าวในพื้นที่เดิม และจากการขายมูลสัตว์เมื่อครบกำหนดโครงการ (ปี 2565)เกษตรกรคืนโคเนื้อ (เพศเมีย) จำนวน 3 หมื่นตัว ให้ธนาคารโคเนื้อ และคืนแพะ (เพศผู้/เพศเมีย) จำนวน 3,200 ตัว ให้ธนาคารแพะ เพื่อขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป ซึ่งขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้สำรวจความต้องการจากเกษตรกร รวมทั้งมีรายชื่อเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการแล้ว เป็นเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 6,106 ราย และเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 ก.ค. 59 ใน จ.สระแก้ว จำนวน 271 ราย และอยู่ระหว่างการคัดเลือก
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันจำนวนโคเนื้อในประเทศไทยลดลงเป็นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากจำนวน 8 ล้านตัว เหลือ 4.8 ล้านตัว เนื่องมาจากความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า จ.สระแก้ว มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 2.34 ล้านไร่ แต่มีพื้นที่ในเขตชลประทานเพียง 10.4% ของพื้นที่ทำการเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะ อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง และ อ.วัฒนานคร มักประสบปัญหาภัยแล้งอยู่เสมอ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงมีฐานะยากจน ขาดเงินทุนในการพัฒนา/เปลี่ยนแปลงระบบการผลิตให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่แต่จุดแข็งของ จ.สระแก้ว คือ มีที่ตั้งพื้นที่เหมาะสม เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม จึงมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจร
“การดำเนินการโครงการโคบาลบูรพา จ.สระแก้ว นอกจากเกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูให้สามารถประกอบอาชีพปศุสัตว์ได้อย่างยั่งยืนปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมไปเป็นการเลี้ยงปศุสัตว์ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มแม่โคเนื้อพันธุ์ดีเข้าสู่ระบบการผลิตโคเนื้อของภาคตะวันออกตลอดระยะเวลาโครงการ รวม 1.2 แสนตัว เป็นฐานผลิตโคเนื้อต้นน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อ รวมถึงเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพเลี้ยงแพะซึ่งมีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และผลผลิตมีราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดเวียดนามและลาว และที่สำคัญผู้บริโภคได้บริโภคเนื้อโคที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีและสิ่งตกค้าง และสร้างโอกาสในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศด้วย”
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการ “โคบาลบูรพา”วงเงินรวม 1,028.40 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง และส่งเสริมอาชีพปศุสัตว์ให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 ก.ค. 59 ใน จ.สระแก้ว เพื่อพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งปศุสัตว์ “โคบาลบูรพา” ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ
ทั้งนี้มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนพื้นที่ 1.03 แสนไร่ เกษตรกร 6,377 ราย มีทั้งหมด 5 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) การเลี้ยงโคเนื้อจัดตั้งธนาคารโคเนื้อ (เพศเมีย) จำนวน 3 หมื่นตัว และส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ (เพศเมีย) จำนวน 1.20 แสนตัวใช้งบประมาณ 900 ล้านบาท 2) การเลี้ยงแพะ จัดตั้งธนาคารแพะ (เพศผู้/เพศเมีย) จำนวน 3,200 ตัว และส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแพะ (เพศผู้/เพศเมีย) จำนวน 2.72 หมื่นตัว ใช้งบประมาณ 13.20 ล้านบาท 3) การปลูกหญ้า/พืชอาหารสัตว์ เนื้อที่ 4.03 หมื่นไร่ ใช้งบประมาณ 80.60 ล้านบาท 4) การจัดตั้งโรงฆ่าสัตว์มาตรฐาน GMP จำนวน 1 โรงงบประมาณ 34.60 ล้านบาท และ 5) การส่งเสริมแปลงใหญ่/การจัดตั้งสหกรณ์ “โคบาลบูรพา” จำนวน 1 แห่ง
สำหรับการดำเนินงานโครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 6 ปี (2560 - 2565) แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยแต่ละระยะเป็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของเกษตรกรแต่ละราย ประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ในช่วงการปรับเปลี่ยนระยะแรก เกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกข้าวในพื้นที่เดิม และจากการขายมูลสัตว์เมื่อครบกำหนดโครงการ (ปี 2565)เกษตรกรคืนโคเนื้อ (เพศเมีย) จำนวน 3 หมื่นตัว ให้ธนาคารโคเนื้อ และคืนแพะ (เพศผู้/เพศเมีย) จำนวน 3,200 ตัว ให้ธนาคารแพะ เพื่อขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป ซึ่งขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้สำรวจความต้องการจากเกษตรกร รวมทั้งมีรายชื่อเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการแล้ว เป็นเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 6,106 ราย และเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 ก.ค. 59 ใน จ.สระแก้ว จำนวน 271 ราย และอยู่ระหว่างการคัดเลือก
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันจำนวนโคเนื้อในประเทศไทยลดลงเป็นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากจำนวน 8 ล้านตัว เหลือ 4.8 ล้านตัว เนื่องมาจากความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า จ.สระแก้ว มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 2.34 ล้านไร่ แต่มีพื้นที่ในเขตชลประทานเพียง 10.4% ของพื้นที่ทำการเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะ อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง และ อ.วัฒนานคร มักประสบปัญหาภัยแล้งอยู่เสมอ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงมีฐานะยากจน ขาดเงินทุนในการพัฒนา/เปลี่ยนแปลงระบบการผลิตให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่แต่จุดแข็งของ จ.สระแก้ว คือ มีที่ตั้งพื้นที่เหมาะสม เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม จึงมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออย่างครบวงจร
“การดำเนินการโครงการโคบาลบูรพา จ.สระแก้ว นอกจากเกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูให้สามารถประกอบอาชีพปศุสัตว์ได้อย่างยั่งยืนปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมไปเป็นการเลี้ยงปศุสัตว์ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มแม่โคเนื้อพันธุ์ดีเข้าสู่ระบบการผลิตโคเนื้อของภาคตะวันออกตลอดระยะเวลาโครงการ รวม 1.2 แสนตัว เป็นฐานผลิตโคเนื้อต้นน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อ รวมถึงเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพเลี้ยงแพะซึ่งมีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และผลผลิตมีราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดเวียดนามและลาว และที่สำคัญผู้บริโภคได้บริโภคเนื้อโคที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีและสิ่งตกค้าง และสร้างโอกาสในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศด้วย”








