
โครงการ 5 ประสานฯ77จ.ลดค่าใช้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น25%
ก.เกษตรฯ ประชุมขับเคลื่อนโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” พร้อมติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ด้าน สศก. เผยผลการประเมินโครงการฯ ทั้ง 77 จังหวัด ใน 3 เดือนแรก พบเกษตรสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้เพิ่มขึ้น 25%
พล.อ.ประสาท สุขเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ) มีนโยบายให้จัดทำโครงการ "5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดทั้งเป็นการเผยแพร่แนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ไปสู่สาธารณชน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวม 7 หมื่นรายได้น้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร โดยมุ่งหวังจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อันเกิดจากการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยการสร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า
ทั้งนี้ได้คัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมเพื่อดำเนินการในปี 2560 จำนวน 70 หมื่นราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ เกษตรกรกลุ่มพร้อมมาก (Cell ต้นกำเนิด) จำนวน 2.1 หมื่นราย ดำเนินการช่วงเดือน ก.พ. - เม.ย. 60 เกษตรกรกลุ่มพร้อมปานกลาง (Cell แตกตัว ครั้งที่ 1) จำนวน 4.2 หมื่นราย ดำเนินการช่วงเดือน พ.ค. - ก.ย. 60 และเกษตรกรกลุ่มพร้อม (Cell แตกตัว ครั้งที่ 2) จำนวน 7,000 ราย ดำเนินการช่วงเดือน ต.ค. - ธ.ค. 60 โดยเกษตรกรกลุ่ม Cell ต้นกำเนิดที่ประสบผลสำเร็จจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการให้คำแนะนำการดำเนินกิจกรรมตามแผนการผลิตให้แก่เกษตรกรกลุ่ม Cell แตกตัว
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ
จากการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้รายงานผลการประเมินผลโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. - 30 เม.ย.60 เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการกับเกษตรกรเป้าหมาย กลุ่มพร้อมมาก จำนวน 2.1 หมื่นราย โดยการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มประชากรเป้าหมาย ทั้ง 77 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 1,810 ราย โดยสรุปผลเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้ 1.มูลค่าผลตอบแทนสุทธิทางการเกษตรในพื้นที่โครงการ พบว่า การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่มีการทำกิจกรรมในแปลงแบบเกษตรผสมผสาน มีการเกื้อกูลกัน โดยหลังจากเกษตรกรเข้าร่วมโครงการและมีการลงมือทำกิจกรรมการผลิต โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 93.33% มีผลผลิตจากแปลงที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนเกษตรกรที่เหลือ 6.67% อยู่ระหว่างการดำเนินการ สำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลผลิตแล้วได้รับผลตอบแทนสุทธิจากกิจกรรมการเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิม 16,547 บาท/เดือน เป็น 21,160/บาท หรือเพิ่มขึ้น 4,613 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 27.88
2.การลดรายจ่ายในครัวเรือนโดยการพึ่งพาตนเอง ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า (1) การลดรายจ่ายในครัวเรือน สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนจากเดิม 426 บาท/เดือน เป็น 533 บาท/เดือน หรือสามารถลดได้เพิ่มขึ้น 107 บาท/เดือน คิดเป็น 25% (2) การลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรโดยใช้ปัจจัยการผลิตของตนเอง เช่น การเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ฮอร์โมน ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช และการผลิตอาหารสัตว์ไว้ใช้เองแทนการซื้อจากภายนอก พบว่า เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตโดยการพึ่งพาตนเอง จากเดิม 140 บาท/เดือน เป็น 170 บาท/เดือน คิดเป็น 21% (3) การลดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน โดยการใช้แรงงานในครัวเรือน แทนการจ้างแรงงานภายนอก พบว่า เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนโดยการพึ่งพาแรงงานของตนเองจากเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการ 332 บาท/เดือน เป็น 386 บาท/เดือน หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้น 54 บาท/ เดือน คิดเป็น 16%
3.คุณภาพชีวิตของเกษตรกร แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ (1) สภาพหนี้สินของครัวเรือนเกษตรกร พบว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการเกษตรกรมีหนี้สิน (ณ 31 ม.ค. 60) จำนวน 2.96 แสนบาท และหลังเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรมีหนี้คงเหลือ (ณ 3 เม.ย. 60) จำนวน 2.94 แสนบาท หรือหนี้สินลดลง 1,397 บาทโดยมีจำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่มีหนี้สินลดลง15.65% ของจำนวนเกษตรกรที่มีหนี้สินทั้งหมด
พล.อ.ประสาท สุขเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ) มีนโยบายให้จัดทำโครงการ "5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดทั้งเป็นการเผยแพร่แนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ไปสู่สาธารณชน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวม 7 หมื่นรายได้น้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร โดยมุ่งหวังจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อันเกิดจากการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยการสร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า
ทั้งนี้ได้คัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมเพื่อดำเนินการในปี 2560 จำนวน 70 หมื่นราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ เกษตรกรกลุ่มพร้อมมาก (Cell ต้นกำเนิด) จำนวน 2.1 หมื่นราย ดำเนินการช่วงเดือน ก.พ. - เม.ย. 60 เกษตรกรกลุ่มพร้อมปานกลาง (Cell แตกตัว ครั้งที่ 1) จำนวน 4.2 หมื่นราย ดำเนินการช่วงเดือน พ.ค. - ก.ย. 60 และเกษตรกรกลุ่มพร้อม (Cell แตกตัว ครั้งที่ 2) จำนวน 7,000 ราย ดำเนินการช่วงเดือน ต.ค. - ธ.ค. 60 โดยเกษตรกรกลุ่ม Cell ต้นกำเนิดที่ประสบผลสำเร็จจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการให้คำแนะนำการดำเนินกิจกรรมตามแผนการผลิตให้แก่เกษตรกรกลุ่ม Cell แตกตัว
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ
จากการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้รายงานผลการประเมินผลโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. - 30 เม.ย.60 เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการกับเกษตรกรเป้าหมาย กลุ่มพร้อมมาก จำนวน 2.1 หมื่นราย โดยการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มประชากรเป้าหมาย ทั้ง 77 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 1,810 ราย โดยสรุปผลเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้ 1.มูลค่าผลตอบแทนสุทธิทางการเกษตรในพื้นที่โครงการ พบว่า การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่มีการทำกิจกรรมในแปลงแบบเกษตรผสมผสาน มีการเกื้อกูลกัน โดยหลังจากเกษตรกรเข้าร่วมโครงการและมีการลงมือทำกิจกรรมการผลิต โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 93.33% มีผลผลิตจากแปลงที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนเกษตรกรที่เหลือ 6.67% อยู่ระหว่างการดำเนินการ สำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลผลิตแล้วได้รับผลตอบแทนสุทธิจากกิจกรรมการเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิม 16,547 บาท/เดือน เป็น 21,160/บาท หรือเพิ่มขึ้น 4,613 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 27.88
2.การลดรายจ่ายในครัวเรือนโดยการพึ่งพาตนเอง ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า (1) การลดรายจ่ายในครัวเรือน สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนจากเดิม 426 บาท/เดือน เป็น 533 บาท/เดือน หรือสามารถลดได้เพิ่มขึ้น 107 บาท/เดือน คิดเป็น 25% (2) การลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรโดยใช้ปัจจัยการผลิตของตนเอง เช่น การเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ฮอร์โมน ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช และการผลิตอาหารสัตว์ไว้ใช้เองแทนการซื้อจากภายนอก พบว่า เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตโดยการพึ่งพาตนเอง จากเดิม 140 บาท/เดือน เป็น 170 บาท/เดือน คิดเป็น 21% (3) การลดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน โดยการใช้แรงงานในครัวเรือน แทนการจ้างแรงงานภายนอก พบว่า เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนโดยการพึ่งพาแรงงานของตนเองจากเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการ 332 บาท/เดือน เป็น 386 บาท/เดือน หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้น 54 บาท/ เดือน คิดเป็น 16%
3.คุณภาพชีวิตของเกษตรกร แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ (1) สภาพหนี้สินของครัวเรือนเกษตรกร พบว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการเกษตรกรมีหนี้สิน (ณ 31 ม.ค. 60) จำนวน 2.96 แสนบาท และหลังเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรมีหนี้คงเหลือ (ณ 3 เม.ย. 60) จำนวน 2.94 แสนบาท หรือหนี้สินลดลง 1,397 บาทโดยมีจำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่มีหนี้สินลดลง15.65% ของจำนวนเกษตรกรที่มีหนี้สินทั้งหมด








