
‘บางจาก’แตกไลน์ธุรกิจ มุ่งโหมผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
บางจาก เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น"บางจาก คอปอร์เรชั่น" หวังสร้างความชัดเจนการดำเนินธุรกิจมากขึ้น มุ่งสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ และ แหล่งกักเก็บพลังงาน หนุนการลงทุนในอีอีซี พร้อมไล่ซื้อหุ้นเหมืองแร่ลิเธียมเพิ่ม
ในวันที่ 5 เมษายน 2560 นี้ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) จะมีการประชุมผู้ถือหุ้น และจะเสนอขอให้มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ เป็นบริษัท บางจาก คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจของบางจากมากขึ้น และพร้อมจะเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่ใช้นวัตกรรมสูงขึ้น จากการทุ่มงบวิจัยและพัฒนาในปีนี้กว่า 500 ล้านบาท
อย่างโครงการผลิตภัณฑ์ชีวภาพ โครงการบริหารการใช้พลังงานผ่านการกักเก็บพลังงานหรือ Energy Storaageในรูปแบบต่างๆ ที่จะมารองรับการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ได้ส่วนหนึ่ง หลังจากที่บางจากเข้าสู่ธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ธุรกิจเอทานอลและไบโอดีเซล
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนชื่อของบริษัทใหม่ จะทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นว่า ไม่ได้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูปเท่านั้น แต่ในอนาคตจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมขั้นสูง อย่างโครงการผลิตภัณฑ์ชีวภาพหรือผลิตภัณฑ์พีซีเอ็ม เป็นสารส่วนประกอบของฉนวนกันความร้อน ที่ต่อยอดมาจากไบโอดีเซล ซึ่งผลการวิจัยจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายนนี้ และหลังจากนั้นจะลงทุนเป็นโครงการนำร่องขึ้นมา เพื่อขยายไปสู่เชิงพาณิชย์ต่อไปในระยะ 2-3 ปีนี้
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะตั้งอยู่ในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ซึ่งบริษัทมีพื้นที่อยู่แล้วประมาณ 500 ไร่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะถูกส่งออกไปญี่ปุ่น ส่วนการลงทุนนั้นจะต้องดูผลของความสำเร็จจากโครงการนำร่องก่อน รวมถึงอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาสาหร่าย เพื่อผลิตเป็นส่วนประกอบของอาหารเสริมด้วย
นอกจากนี้ ยังวิจัยและพัฒนาการนำแร่ลิเธียมมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตแหล่งกักเก็บพลังงาน โดยเฉพาะการนำมาใช้สำหรับการกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อส่งไฟฟ้าขาย แต่เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่มีการกำหนดนโยบายออกมา
ดังนั้น จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาในส่วนนี้ เพราะจะช่วยลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพื้นฐานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ทางหนึ่ง เนื่องจากมีการจ่ายไฟฟ้าที่แน่นอนเหมือนกับโรงไฟฟ้าพื้นฐานได้ แต่ในระยะเริ่มแรกค่าไฟฟ้าที่รับซื้อนั้นจะต้องสูงกว่าค่าไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ 2-3 ตัว จากปัจจุบันที่รับซื้อยู่ราว 4 บาทต่อหน่วย หากนโยบายนี้เกิดขึ้นได้ จะช่วยให้เกิดการกระตุ้นตลาดหรือการลงทุนด้าน Energy Storaageในประเทศได้
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เพื่อรองรับธุรกิจการกักเก็บพลังงานที่กำลังจะเติบโตมากขึ้น บางจากมีความสนใจที่จะทยอยเข้าไปซื้อหุ้นในเหมืองแร่ลิเธียมของบริษัท Lithium Americas Corp. หรือ LAC ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโต ประเทศแคนาดา ดำเนินโครงการเหมืองลิเธียมในประเทศอาร์เจนตินาและประเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นอีก
จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 16.4 % โดยจะพิจารณาการเข้าซื้อเพิ่ม หลังจากที่เหมืองแร่ลิเธียมทำการผลิตในช่วงปี 2562 แล้ว ด้วยกำลังผลิต 2.5 หมื่นตันต่อปี ในระยะแรก เนื่องจากสร้างผลตอบแทนค่อนข้างดีจากต้นทุนการผลิตเพียง 2-3 พันบาทต่อตัน ขณะที่ราคาขายที่ 2 หมื่นบาทต่อตัน โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่จีน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,242 วันที่ 9 - 11 มีนาคม พ.ศ. 2560
ในวันที่ 5 เมษายน 2560 นี้ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) จะมีการประชุมผู้ถือหุ้น และจะเสนอขอให้มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ เป็นบริษัท บางจาก คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจของบางจากมากขึ้น และพร้อมจะเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่ใช้นวัตกรรมสูงขึ้น จากการทุ่มงบวิจัยและพัฒนาในปีนี้กว่า 500 ล้านบาท
อย่างโครงการผลิตภัณฑ์ชีวภาพ โครงการบริหารการใช้พลังงานผ่านการกักเก็บพลังงานหรือ Energy Storaageในรูปแบบต่างๆ ที่จะมารองรับการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ได้ส่วนหนึ่ง หลังจากที่บางจากเข้าสู่ธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ธุรกิจเอทานอลและไบโอดีเซล
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนชื่อของบริษัทใหม่ จะทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นว่า ไม่ได้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูปเท่านั้น แต่ในอนาคตจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมขั้นสูง อย่างโครงการผลิตภัณฑ์ชีวภาพหรือผลิตภัณฑ์พีซีเอ็ม เป็นสารส่วนประกอบของฉนวนกันความร้อน ที่ต่อยอดมาจากไบโอดีเซล ซึ่งผลการวิจัยจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายนนี้ และหลังจากนั้นจะลงทุนเป็นโครงการนำร่องขึ้นมา เพื่อขยายไปสู่เชิงพาณิชย์ต่อไปในระยะ 2-3 ปีนี้
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะตั้งอยู่ในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ซึ่งบริษัทมีพื้นที่อยู่แล้วประมาณ 500 ไร่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะถูกส่งออกไปญี่ปุ่น ส่วนการลงทุนนั้นจะต้องดูผลของความสำเร็จจากโครงการนำร่องก่อน รวมถึงอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาสาหร่าย เพื่อผลิตเป็นส่วนประกอบของอาหารเสริมด้วย
นอกจากนี้ ยังวิจัยและพัฒนาการนำแร่ลิเธียมมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตแหล่งกักเก็บพลังงาน โดยเฉพาะการนำมาใช้สำหรับการกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อส่งไฟฟ้าขาย แต่เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่มีการกำหนดนโยบายออกมา
ดังนั้น จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาในส่วนนี้ เพราะจะช่วยลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพื้นฐานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ทางหนึ่ง เนื่องจากมีการจ่ายไฟฟ้าที่แน่นอนเหมือนกับโรงไฟฟ้าพื้นฐานได้ แต่ในระยะเริ่มแรกค่าไฟฟ้าที่รับซื้อนั้นจะต้องสูงกว่าค่าไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ 2-3 ตัว จากปัจจุบันที่รับซื้อยู่ราว 4 บาทต่อหน่วย หากนโยบายนี้เกิดขึ้นได้ จะช่วยให้เกิดการกระตุ้นตลาดหรือการลงทุนด้าน Energy Storaageในประเทศได้
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เพื่อรองรับธุรกิจการกักเก็บพลังงานที่กำลังจะเติบโตมากขึ้น บางจากมีความสนใจที่จะทยอยเข้าไปซื้อหุ้นในเหมืองแร่ลิเธียมของบริษัท Lithium Americas Corp. หรือ LAC ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโต ประเทศแคนาดา ดำเนินโครงการเหมืองลิเธียมในประเทศอาร์เจนตินาและประเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นอีก
จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 16.4 % โดยจะพิจารณาการเข้าซื้อเพิ่ม หลังจากที่เหมืองแร่ลิเธียมทำการผลิตในช่วงปี 2562 แล้ว ด้วยกำลังผลิต 2.5 หมื่นตันต่อปี ในระยะแรก เนื่องจากสร้างผลตอบแทนค่อนข้างดีจากต้นทุนการผลิตเพียง 2-3 พันบาทต่อตัน ขณะที่ราคาขายที่ 2 หมื่นบาทต่อตัน โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่จีน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,242 วันที่ 9 - 11 มีนาคม พ.ศ. 2560








