thansettakij
thansettakij
‘เสรี’ตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 ทุกครัวเรือต้องมีน้ำประปาใช้

‘เสรี’ตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 ทุกครัวเรือต้องมีน้ำประปาใช้

08 มี.ค. 60 | 05:00 น.
ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานไปดำเนินงานวางแผนปฏิบัติงานต่างๆ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การประปาส่วนภูมิภาค(กปภ.) เป็นองค์กรหนึ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงน้ำประปาที่สะอาด พร้อมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตน้ำประปา เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี

ทั้งนี้ "ฐานเศรษฐกิจ"ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษนายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค(กปภ.) ถึงทิศทางการดำเนินงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไว้อย่างน่าสนใจ

 ทำงานรับไทยแลนด์4.0

โดยผู้ว่าการ กปภ.ชี้ให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่เข้ามารับตำแหน่ง ก็มีเรื่องร้อนๆ เข้ามา ถึงข้อร้องเรียนต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในองค์กร ในการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่างๆ รวม 34 เรื่อง และส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เกิดก่อนที่ตัวเองจะเข้ามารับตำแหน่ง แต่อยู่ในฐานะผู้ว่าการ ก็จะต้องดำเนินการสอบสวนให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อที่จะให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงาน อย่างกรณีโครงการวางท่อส่งน้ำหัวหิน-ปราณบุรี เกิดเมื่อปี 2556 ก็ได้สอบสวนลงโทษทางวินัยให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกจากงานไปแล้ว พร้อมเรียกความเสียหาย 180 ล้านบาท โครงการประปาสีคิ้ว ได้สอบสวนทางวินัยไปแล้ว อยู่ระหว่างรอการลงโทษ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ทางกปภ.ได้วางเป้าหมายที่จะเดินไปสู่การเป็น PWA 4.0 โดยมีการกำหนดนโยบายไว้ 5 เรื่องสำคัญ เพื่อให้กปภ. 234 สาขา นำไปปรับตัวภายใต้ WARNS (วอนซ์)โดย W หมายถึง Water Coverage การขยายพื้นที่จ่ายน้ำ ให้บริการประปา โดยตั้งทีมการตลาดขึ้นมาทำเชิงรุก A หมายถึง Available Water Storage ต้องหาน้ำดิบสำรองเป็นของตัวเอง R หมายถึง Risk Management การบริหารความเสี่ยง เช่น จัดทำแผนที่ความเสี่ยงเรื่องท่อแตกหรือความเสี่ยงด้านเงินทุน N หมายถึง Non-revenue water การลดน้ำสูญเสียที่ปัจจุบันมีอยู่ราวปีละ 27% และ S หมายถึง Smart Water Management การบริหารจัดการน้ำด้วยกึ๋น

 ทุกบ้านต้องมีน้ำประปาใช้

โดยโจทย์ใหญ่ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลมานั้น ปัจจุบันก็พบว่ายังมี ประชากรที่ยังไม่มีน้ำประปาใช้คิดเป็น 17 % ของ พื้นที่ทั้งหมด รวมถึงการเข้าไปดำเนินงานในพื้นที่ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น อีก 67 % รวมทั้งสิ้นที่กปภ.ต้องเข้าไปดำเนิน 74 % หรือราว 18 ล้านครัวเรือน ที่ซึ่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งการให้ไปดำเนินงานให้แล้วเสร็จ ซึ่งกปภ.ก็ต้องมาหาแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะหากวางแผนแบบเดิมๆ ที่ขยายจำนวนผู้ใช้น้ำปีละ 1 แสนครัวเรือน ก็ต้องใช้ระยะเวลาถึง 70 ปี ถึงจะครอบคลุมทั้งหมด จากปัจจุบันมีผู้ใช้น้ำประปาแล้ว 4.1 ล้านครัวเรือน โดยยังไม่รวมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอีก 10 จังหวัด และพื้นที่ในอีอีซี 3 จังหวัด ที่จะต้องเข้าไปลงทุนด้วย

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ก็มานั่งคิดว่าจะขยายพื้นที่การใช้น้ำประปาให้ก้าวกระโดดได้อย่างไร จึงเป็นที่มาว่า กปภ.จะต้องทบทวนแผนการปฏิบัติงานที่มีอยู่ โดยเฉพาะแผนการลงทุนในช่วง 5 ปีนี้ ที่จะต้องใช้เงินลงทุนราว 1 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท สำหรับการขยายงาน ที่ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็นปีละ 2 แสนครัวเรือน และเพิ่มปริมาณการจ่ายน้ำเป็นปีละ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร จากแผนเดิมที่กำหนดเพียง 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งการทบทวนแผนใหม่นี้คาดว่าจะนำเสนอบอร์ดกปภ.ได้ในเดือนมีนาคมนี้

 ขยายพื้นที่จ่ายน้ำให้อีอีซี

สำหรับเม็ดเงินที่ลงทุนดังกล่าว ส่วนหนึ่งจะมาจากการอุดหนุนของรัฐบาลประมาณ 5,600 ล้านบาทต่อปี เป็นเงินลงทุนจากกปภ.เอง 1.29 หมื่นล้านบาทต่อปี และเป็นเงินกู้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ดังนั้น การหาเม็ดเงินมาลงทุนนั้น ก็จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินงานด้วยว่าจะหารายได้เพิ่มมากลงทุนได้อย่างไร จากปีที่ผ่านมายังพอมีกำไรสุทธิราว 5,000 ล้านบาท

ขณะที่การเข้าไปลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น รัฐบาลได้มอบหมายให้กปภ.เข้าไปดำเนินการ ซึ่งได้ให้งบมาประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วง 3 ปีนี้ สำหรับการเข้าไปจัดหาน้ำประปาให้กับพื้นที่เมืองใหม่ เพื่อรองรับการใช้น้ำจากประชาชนที่เข้าไปอยู่ราว 10 ล้านคน ตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมทั้ง ป้อนให้กับ อุตสาหกรรมที่อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งรูปแบบการลงทุนนั้น ทางกปภ.อาจจะออกทีโออาร์เชิญชวนเอกชนเข้าดำเนินการบางส่วน ที่มีแหล่งน้ำของตัวเอง หากเอกชนสนใจจะลงทุนก็ให้เสนอราคาแข่งขันกัน รายใดให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดกปภ.ก็จะเลือกรายนั้นให้เป็นผูลงทุนต่อไป โดยคาดว่าจะเปิดทีโออาร์ได้ในเร็วๆ นี้

 เร่งแก้ปัญหาการขาดทุน

ส่วนการแก้ปัญหาเร่งด่วน ที่จะต้องเข้าไปดำเนินการ การเข้าไปลดการขาดทุนจากโครงการเอกชนร่วมลงทุนตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งพบว่ามีอยู่ 15 โครงการ แต่มี 3 โครงการที่ขาดทุนอย่างมาก ได้แก่ ประปาสมุทรสาคร ประปาอ้อมน้อย และประปาสามพราน เนื่องจากภาคเอกชนขายน้ำประปาให้กับกปภ.ในราคาที่สูงราว 28 บาทต่อลูกบาศก์เมตร แต่กปภ.ต้องนำไปจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่า เป็นการแบกรับภาระการขาดทุน เนื่องจากเป็นสัญญาที่ทำกันมานาน และเป็นอัตราการปรับแบบขั้นบันไดทุกๆ 3 ปี ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ขาดทุนประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งจากการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2547 ขาดทุนสะสมไปแล้วราว 1.4 หมื่นล้านบาท หากไม่ทำอะไรจะทำให้เมื่อสิ้นปี 2577 กปภ.จะขาดทุนสะสมถึง 3.6 หมื่นล้านบาท

สำหรับวิธีแก้ปัญหาทางกปภ.พยายามจะเข้าไปเจรจากับภาคเอกชน เพื่อจะขอลดค่าน้ำประปาที่จ่ายให้กับกปภ.ซึ่งคงอาจจะใช้ระยะเวลาระยะหนึ่งกว่าจะได้ข้อยุติ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในสมัยที่นั่งเป็นผู้ว่าการกปภ.อยู่นี้ การซื้อน้ำมาราคาแพงแล้วมาขายราคาถูกนั้น จะไม่เกิดขึ้นอีก

โดยสรุปแล้วการทำงานจะยึดหลักนโยบาย 5 ข้อ ได้แก่ การเร่งรัดทุกโครงการลงทุนให้ผลิตขายน้ำได้เร็วที่สุด เพิ่มยอดขายน้ำเต็มพิกัด เน้นผู้ใช้น้ำรายใหญ่ ควบคู่กับการจัดการน้ำดิบ รวมถึงการเพิ่มยอดขายจากส่วนต่างการซื้อน้ำจากเอกชน ขายพื้นที่การจ่ายน้ำ โดยเน้นการวางท่อเข้าซอยให้ทั่วถึง เร่งรัดการรับโอนกิจการประปาจากอปท.ที่มีศักยภาพ การสร้างศักยภาพของทีมงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การลดค่าใช้จ่ายโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นต้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,241 วันที่ 5 - 8 มีนาคม พ.ศ. 2560