19 ตุลาคม 2019

ซัมซุงปลดล็อกธุรกิจไทยสู่ Next Mobile Economy

09 Oct 2019
อ่าน 232 ครั้ง

ซัมซุง ประกาศกลยุทธ์ปลดล็อกการเติบโตขององค์กรธุรกิจในประเทศไทย ให้ไปสู่การทำงานบนระบบโมบายล์อย่างเต็มรูปแบบ โดยการนำเสนอโซลูชั่นจากพาร์ทเนอร์ระดับโลก ที่จะมาช่วยยกระดับการทำงานให้ครอบคลุมระบบนิเวศดิจิตอลที่ซับซ้อนในปัจจุบัน รวมถึงเผยข้อมูลการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจลูกค้าองค์กรที่โตขึ้นถึง 27 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา พร้อมแนวโน้มการเติบโตในอนาคต

ดร.มารุต มณีสถิตย์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “กลยุทธ์ของปีนี้คือ “Unlock Next Mobile Economy” หรือเรียกได้ว่าการที่โมบายล์เทคโนโลยีถูกผนึกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่องค์กรต้องคำนึงถึงเพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ เนื่องจากสมาร์ทโฟนไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารแค่อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังสามารถนำมาใช้ในธุรกิจด้านอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรด้วย”

 

ปัจจุบันนี้ ซัมซุงถือเป็นแบรนด์ที่มีความพร้อมมากที่สุดในการส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจสามารถปรับตัวและต่อยอดความสร้างสรรค์ในการทำงานเพื่อเข้าสู่ยุคโมบายล์อย่างเต็มขั้น โดยมี 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1. ความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี 2. มีความพร้อมในด้านโมบายล์โซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสำหรับองค์กร 3. ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกเพื่อให้ธุรกิจมีแพลตฟอร์มที่เหมาะสม ช่วยกระตุ้นให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจในยุคที่มือถือมีความสำคัญมากที่สุดได้

 

ในมุมมองของผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ รวมถึงองค์กรขนาดใหญ่ย่อมเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และรู้ดีว่าการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์เป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่การทำงานบนระบบโมบายล์คือสิ่งที่จะทำให้องค์กรทุกขนาดเท่าทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี จึงเป็นเหตุผลให้ซัมซุงจับมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก อาทิ

1.         Simplr: โซลูชั่นด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร ให้บริการตั้งแต่ให้คำปรึกษา วางแผน จัดเก็บและเคลื่อนย้ายสินค้าในโรงงาน เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมโรงงานและธุรกิจค้าปลีก

2.         Wacom: โซลูชั่นที่ให้บริการระบบลายเซ็นอิเลคโทรนิคส์สำหรับการยืนยันตัวตน เพื่อความปลอดภัยของคู่ค้าในการทำธุรกรรม

3.         SmartPesa: ผู้ให้บริการโซลูชั่นสำหรับชำระเงินที่หลากหลายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่มี NFC ให้กลายเป็นบริการชำระเงินอิเลคโทรนิคส์แบบ Contactless Payment ที่คล่องตัว

4.         Vault: โซลูชั่นการสื่อสารบน Samsung Galaxy Watch ที่ออกแบบมาเพื่อการปกป้องและจัดงานระบบการทำงานของบุคลากรในองค์กร อาทิ การทำงานที่มีความเสี่ยงบนที่สูง หรือการทำงานที่ต้องเดินทางไกล เป็นต้น 

 

“ทั้งนี้เพื่อร่วมกันผลักดันภาคธุรกิจในการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยโมบายล์เทคโนโลยี ซึ่งปีที่ผ่านมาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยได้ปรับตัวเข้าสู่ยุค Next Mobile Economy เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกลุ่มลูกค้าองค์การธุรกิจของซัมซุงที่มีการนำโมบายล์เทคโนโลยีไปใช้งานสูงสุดตามลำดับ ได้แก่ การเงินธนาคาร ธุรกิจค้าปลีก โลจิสติกส์ หน่วยงานภาครัฐ และอื่นๆ”

 

สำหรับตลาดลูกค้าองค์กรของซัมซุงในปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตสูงขึ้น 27 เปอร์เซ็นต์  เมื่อเทียบกับปี 2018 ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยซัมซุงครองส่วนแบ่งด้านการตลาดลูกค้าองค์กรเป็นอันดับหนึ่งสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์  แบ่งเป็นแท็บเล็ต 35 เปอร์เซ็นต์ และสมาร์ทโฟน 65 เปอร์เซ็นต์ ที่น่าสนใจคือส่วนแบ่งด้านการตลาดของสมาร์ทโฟนในเซกเมนต์พรีเมี่ยมเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2018 ส่วนกลุ่มอื่นๆ มีความใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นว่าลูกค้าองค์กรเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยมจากซัมซุงกันมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ปัจจัยความสำเร็จในปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากการบุกตลาดอย่างหนักของซัมซุง และความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับผู้ให้บริการเครือข่ายทุกราย และเป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนาสมาร์ทโฟนให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายเพื่อตอบรับความต้องการของธุรกิจทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรม

 

นอกจากนี้ ยังโดดเด่นในด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูล “ซัมซุง น๊อกซ์” (Samsung Knox) มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดด้วยเทคโนโลยีเทียบเท่ากับที่ใช้ในการทหาร อีกทั้งยังมีบริการหลังการขาย “ซัมซุง เซอร์วิส” และการเปิดอบรมการใช้งานพื้นฐานที่จำเป็นต่อองค์กรนั้นๆ เพื่อให้กลุ่มลูกค้าองค์กรธุรกิจสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของซัมซุง

 

“ซัมซุงให้ความสำคัญกับการขยายกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กรเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยสนับสนุนให้ทุกธุรกิจในประเทศไทยสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และในเร็วๆ นี้ เรายังวางแผนที่จะบุกตลาดธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMB) ต่อไปอีกด้วย” ดร.มารุต กล่าวทิ้งท้าย




ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij