
อาเซียนเร่งชิงลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เม็ดเงินจ่อแตะ 3 หมื่นล้านดอลลาร์
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นสมรภูมิดาต้าเซ็นเตอร์ คาดเม็ดเงินลงทุนพุ่งแตะ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2573 ท่ามกลางการแข่งขันของ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์
KEY
POINTS
- ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยคาดว่ามูลค่าการลงทุนจะพุ่งแตะ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากความต้องการด้าน AI ที่เพิ่มสูงขึ้น
- สิงคโปร์ซึ่งเป็นผู้นำเดิมเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน ทำให้มาเลเซียกลายเป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญแห่งใหม่ โดยเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI
- ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ต่างเร่งวางยุทธศาสตร์และชูจุดแข็งของตนเองเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์โลก หลังความต้องการประมวลผลข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากองค์กรความร่วมมือด้านพลังงานระบุว่า ปัจจุบันภูมิภาคนี้มีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดให้บริการแล้วมากกว่า 2,000 แห่ง ครอบคลุมอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
ขณะเดียวกัน มูลค่าการลงทุนในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าจะทะยานแตะ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนเร่งวางยุทธศาสตร์เพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
สิงคโปร์ยังนำตลาด แต่เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่
สิงคโปร์ยังคงเป็นผู้นำด้านดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งเดิมประมาณ 1 กิกะวัตต์ (GW) อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านที่ดินทำให้รัฐบาลต้องควบคุมการขยายตัวอย่างเข้มงวดมากขึ้น
ในการเปิดรับสมัครสิทธิ์ใช้ไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์รอบที่สอง (DC-CFA2) ซึ่งปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีการอนุญาตกำลังการผลิตเพิ่มเติมเพียง 200 เมกะวัตต์ (MW) และกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพด้านพลังงานที่เข้มงวด เช่น ค่า PUE ต่ำกว่า 1.25
ท่ามกลางข้อจำกัดดังกล่าว สิงคโปร์จึงปรับบทบาทไปสู่การเป็นศูนย์บัญชาการข้อมูลที่มีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์และการควบคุมทางการเงิน มากกว่าการรองรับภาระงานประมวลผล AI ปริมาณมหาศาล
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนยังคงไหลเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ประกาศลงทุนเพิ่มเติม 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสิงคโปร์ช่วงต้นปี 2569
มาเลเซียขึ้นแท่นศูนย์กลางประมวลผล AI ของภูมิภาค
ข้อจำกัดของสิงคโปร์ส่งผลให้มาเลเซีย โดยเฉพาะพื้นที่ในรัฐยะโฮร์ กลายเป็นจุดหมายสำคัญของการขยายการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ปัจจุบันมาเลเซียมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดดำเนินการแล้วมากกว่า 500 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีกกว่า 300 แห่ง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมาเลเซียเริ่มแสดงความกังวลต่อข้อจำกัดด้านน้ำและไฟฟ้า โดยนายกรัฐมนตรีได้ประกาศระงับการรับคำขอจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่ได้พ่วงเทคโนโลยี AI ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569
ในงบประมาณปี 2569 รัฐบาลยังได้จัดสรรงบประมาณประมาณ 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดทำระบบ Sovereign AI Cloud ของประเทศ สำหรับเสริมความมั่นคงด้านข้อมูลและป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลประชากร
เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น มาเลเซียมีแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซอีก 8 กิกะวัตต์ และประกาศรื้อฟื้นโครงการพลังงานนิวเคลียร์ โดยตั้งเป้าเปิดใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในปี 2574
อินโดนีเซียโตแรงจากตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่
อินโดนีเซียยังคงเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญของภูมิภาค ด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 280 ล้านคน ส่งผลให้ตลาดคลาวด์เติบโตเฉลี่ยถึง 48% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
การลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่ชานเมืองจาการ์ตา โดย DCI Indonesia อยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตจาก 83 เมกะวัตต์ ไปสู่ระดับ 1,000 เมกะวัตต์
ขณะที่ BDx Data Centers ได้ดำเนินงานศูนย์ข้อมูลขนาด 500 เมกะวัตต์ในพื้นที่ชวาตะวันตก เพื่อรองรับความต้องการระดับไฮเปอร์สเกล
เวียดนามชูจุดแข็งด้านกฎหมาย AI และโครงสร้างพื้นฐาน
เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมด้านกฎระเบียบมากที่สุดในภูมิภาค โดยเริ่มบังคับใช้กฎหมายปัญญาประดิษฐ์เฉพาะ (Standalone AI Law) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569
กฎหมายดังกล่าวกำหนดกรอบการประเมินความเสี่ยง และการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
ด้านผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ การเติบโตของทราฟฟิกข้อมูลทำให้ Viettel IDC ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเวียดเทลและชุงหวา เทเลคอม เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2569
ฟิลิปปินส์เริ่มได้รับความสนใจจากผู้เล่นระดับโลก
แม้ฟิลิปปินส์ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ประเทศเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นหลัง Equinix เข้าซื้อกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ของ Total Information Management
พร้อมกันนี้ ฟิลิปปินส์ยังเดินหน้าฟื้นฟูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บาตาอัน (Bataan) เพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าสำหรับรองรับอุตสาหกรรมไฮเทคและดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต
3 แนวโน้มสำคัญของดีลควบรวมกิจการดาต้าเซ็นเตอร์
การประเมินของสถาบันการเงินและกลุ่มวิจัยพบว่า ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2569 มีแนวโน้มการควบรวมกิจการ (M&A) ที่โดดเด่น 3 รูปแบบ
รูปแบบแรก คือ การลงทุนในแพลตฟอร์มที่มีเครือข่ายหลายประเทศ ซึ่งได้รับมูลค่าพรีเมียมสูงถึง 25-35 เท่าของ EBITDA เนื่องจากมีสิทธิ์เข้าถึงที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าระยะยาว
รูปแบบที่สอง คือ การเข้าถือหุ้นบางส่วนก่อนขยายสู่การควบคุมกิจการเต็มรูปแบบ ซึ่งกลายเป็นแนวทางมาตรฐานของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการลดความเสี่ยงด้านใบอนุญาตและการเวนคืนที่ดิน
รูปแบบที่สาม คือ การแยกธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ออกจากธุรกิจโทรคมนาคม เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการระดมทุนและสร้างพันธมิตรระดับสากล
AI ดันความต้องการไฟฟ้าพุ่ง จนเกิดคอขวดพลังงานทั่วโลก
การเติบโตของ AI กำลังเผชิญข้อจำกัดสำคัญจากระบบผลิตและส่งไฟฟ้าทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกา ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์บางพื้นที่ต้องรอการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้านานถึง 10-12 ปี เนื่องจากกระบวนการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลโครงข่ายไฟฟ้ามีความล่าช้า
ปัญหาดังกล่าวยิ่งรุนแรงขึ้นจากการขาดแคลนวัสดุสำคัญ เช่น เหล็กสำหรับแกนหม้อแปลงไฟฟ้า รวมถึงระยะเวลาจัดหาหม้อแปลงแรงสูงที่ยาวนานถึง 4 ปี อันเป็นผลจากปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานโลก
บิ๊กเทคเร่งผลิตไฟฟ้าใช้เองเพื่อลดข้อจำกัดโครงข่าย
เพื่อหลีกเลี่ยงระยะเวลารอคอยการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าของภาครัฐ ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เริ่มลงทุนผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในพื้นที่โครงการ
หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมคือ Solid Oxide Fuel Cells ของ Bloom Energy ซึ่งสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าได้ภายใน 55-90 วัน
อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก และยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ
ในอีกด้านหนึ่ง Google ร่วมกับ Xcel Energy จัดหาพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวม 1.6 กิกะวัตต์ พร้อมลงทุนในโครงการแบตเตอรี่ Iron-Air Battery ของ Form Energy ขนาด 300 เมกะวัตต์ / 30 กิกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสามารถจ่ายไฟฟ้าต่อเนื่องได้นานถึง 100 ชั่วโมง
ขณะที่ TSMC ได้ทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโครงการลมนอกชายฝั่ง Hai Long เป็นระยะเวลา 30 ปี ขนาดกำลังผลิต 294 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน
อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เผชิญแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น
แม้จะมีการลงทุนในพลังงานทดแทน แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการ ข้อมูลประเมินระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ใช้น้ำหล่อเย็นเฉลี่ยวันละ 5 ล้านแกลลอน หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของประชากรราว 50,000 คน
การใช้น้ำและการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติส่งผลให้เกิดแรงต่อต้านจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น ตัวอย่างสำคัญคือ ร่างกฎหมายในรัฐเพนซิลเวเนียที่เสนอระงับการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเกิน 20 เมกะวัตต์ เป็นเวลา 3 ปี เพื่อปกป้องทรัพยากรน้ำและเสถียรภาพด้านค่าไฟฟ้าของประชาชน
ยุโรปเร่งพัฒนาเทคโนโลยีระบายความร้อนรองรับยุค AI
ในยุโรป คลื่นความร้อนและข้อจำกัดด้านพลังงานจากสงครามในยูเครนและตะวันออกกลาง ทำให้อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเร่งยกระดับระบบระบายความร้อน
ข้อมูลจาก Datacloud Global Congress 2569 ระบุว่า การติดตั้งระบบ Liquid Cooling สำหรับชิปประมวลผลความหนาแน่นสูงมีต้นทุน 1.80-2.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัตต์ ส่งผลให้ต้นทุนก่อสร้างโครงการเพิ่มขึ้นประมาณ 18-22% เมื่อเทียบกับระบบเดิม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการเริ่มกระจายการลงทุนออกจากเมืองหลักในกลุ่ม FLAP ได้แก่ แฟรงก์เฟิร์ต ลอนดอน อัมสเตอร์ดัม และปารีส ไปยังพื้นที่ที่มีภูมิอากาศเย็นกว่า เช่น กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและยุโรปตอนใต้ พร้อมกันนี้ อุตสาหกรรมยังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนำความร้อนเหลือทิ้งจากเซิร์ฟเวอร์กลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น







