
สุขภาพคนไทยวิกฤต ประชากรลด-ป่วยนาน ดันค่าใช้จ่ายพุ่ง
เจาะลึกวิกฤตสุขภาพคนไทย ยอดตายแซงการเกิด พบเทรนด์อายุยืนแต่ป่วยนาน 6-10 ปี เสี่ยงโรคเรื้อรัง-สุขภาพจิต ดันค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขพุ่ง กระทบแรงงานและเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัย อัตราการเกิดลดลงขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำนวนประชากรโดยรวมและวัยทำงานหดตัว
- คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น แต่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาเจ็บป่วยก่อนเสียชีวิตที่นานขึ้น (เฉลี่ย 6-10 ปี) โดยเฉพาะจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและปัญหาสุขภาพจิต
- วิกฤตประชากรและสุขภาพดังกล่าวก่อให้เกิดแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข และสร้างภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นทั้งในระดับครัวเรือนและระดับประเทศ
ข้อมูลสุขภาพคนไทยปี 2569 โดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (วปส.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร
เมื่อครัวเรือนพ่อแม่ลูกลดลงเหลือเพียงการอยู่อาศัยลำพัง ทำให้โน้มการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง และเกิดเทรนด์ใหม่ในสังคม เช่น การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก โดยเฉพาะในกลุ่มคนโสด ขณะเดียวกันจำนวนผู้เสียชีวิตในแต่ละปีก็เริ่มมีอัตราสูงขึ้นมากกว่าการเกิด ทำให้ขนาดประชากรเริ่มหดตัว
ตามสถิติประชากรไทยในปัจจุบันมีทั้งหมดราว 66 ล้านคนโครงสร้างคนในวัยทำงานเริ่มลดลงต่อเนื่องและมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น อายุขัยส่วนใหญ่เฉลี่ย 75.6 ปี อายุด้านสุขภาวะ (HALE) หรือช่วงที่ชีวิตมีสุขภาพดีประมาณ 68 ปี และมีระยะเวลาเจ็บป่วยก่อนเสียชีวิต 6-10 ปี ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 5.5 แสนรายต่อปี
คนไทยอายุยืนขึ้นแต่ก็ป่วยนานขึ้น
ดังนั้น สถานการณ์ด้านสุขภาพคนไทยในปี 2569 จะพบคนอายุยืนขึ้นแต่ก็ป่วยนานขึ้น เสี่ยงป่วยโรคไม่เรื้อรังสูง ป่วยด้านสุขภาพจิตมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเสี่ยงกับโรคติดเชื้อและโรคอุบัติใหม่ แนวโน้มเช่นนี้ คาดการณ์ว่าในอนาคตวัยเด็กและวัยทำงานจะลดลงอีกขณะที่ผู้สูงอายุก็จะเพิ่มขึ้นอีก กระทบกำลังแรงงานและศักยภาพเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันโครงสร้างครอบครัวและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ก็มีประเด็นสัมพันธ์กับเรื่องสุขภาพโดยตรง ซึ่งการเกิดสังคมสูงวัยของประชากรไทย กำลังสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขไทย ทั้งด้านการเข้าถึงบริการ กำลังคน และความยั่งยืนทางการเงิน
แม้จะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ผู้สูงอายุยังเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วน “ป่วยแล้วไม่ได้รับการรักษา” สูงมาก ด้วยข้อจำกัดด้านการเดินทาง การรอคอยพบแพทย์ และแน่นอนว่าผู้สูงอายุมีความต้องการผู้ดูแลระยะยาวเพิ่มขึ้นนอย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทย ที่ต้องสร้างระบบนิเวศการดูแลที่ยั่งยืนรองรับสังคมสูงวัย สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การคลัง และโครงสร้างสังคมไทยอย่างชัดเจน
โดยรายจ่ายด้านการเกษียณอายุก็เพิ่มสูงสุดถึง 46.2% ในระดับครัวเรือน เพราะผู้สูงอายุจำนวนมากมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการบริโภค ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างเจนเนอเรชันยังเพิ่มขึ้นด้วย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเทคโนโลยี
วางกรอบ “เกิดดี อยู่ดี และแก่ดี”
ดังนั้น การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย จึงจำเป็นต้องอาศัยนโยบายเชิงรุกและบูรณาการตลอดช่วงชีวิต โดยกรอบนโยบายของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดทำแผนพัฒนาประชากรระยะยาว (พ.ศ. 2565-2580) เป็นกรอบหลักที่มุ่ง “เกิดดี อยู่ดี และแก่ดี” แม้มีความก้าวหน้า
เช่น มาตรการวันลาคลอดที่เพิ่มขึ้น แต่ทว่าประเทศไทยยังต้องเผชิญข้อจำกัดจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การขาดแรงงานทักษะสูง และความท้าทายในการดึงดูดแรงงานข้ามชาติ ตลอดจนแรงกดดันต่อความยั่งยืนทางการคลังสุขภาพ
สอดคล้องกับภาพรวมสุขภาพกายของคนไทยที่เกี่ยวกับปัญหาด้านสุขภาพในวัยสูงอายุมีอยู่จำนวนมาก ล้วนมีรากฐานจากพฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่นและวัยทำงาน จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) ชี้ว่ากลุ่มอายุน้อยยังสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ดื่มสุราหนัก มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและพฤติกรรมการบริโภคไม่เหมาะสม
สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การมีภาวะอ้วน และป่วยโรคเรื้อรัง อย่างเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และกลุ่มอาการเมตาบอลิก มักปรากฏชัดในวัยสูงอายุ สะท้อนความจำเป็นของนโยบายป้องกันเชิงรุกตั้งแต่วัยต้น
ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง 36.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างชัดเจน ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่, โรคปอดอักเสบ, โรคมือ เท้า ปาก และโรคไข้เลือดออก แต่กลุ่มผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
ปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มดีขึ้น
ขณะเดียวกันสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตของคนไทยก็ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ เพราะข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตของคนไทย (Mental Health Check In: MHCI) ในไตรมาสแรกปี 2569 ซึ่งมีผู้เข้ารับการประเมินกว่า 238,000 ราย พบว่า กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้ามีสัดส่วนสูงสุดที่ 5.4% ลดลงจาก 9.8% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ว่าสถานการณ์สุขภาพจิตจะมีแนวโน้มดีขึ้นในทุกกลุ่มแต่ยังคงต้องเฝ้าระวัง เพราะภาระค่าใช้จ่ายของประชากรยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากได้รับผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจเพิ่มความเครียดและกระทบต่อสุขภาวะทางจิตในระยะต่อไป
ในประเด็นเรื่องโรคติดเชื้อก็ควรจับตามองในปี 2569 จากเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) ซึ่งเป็นโรคที่พบในหนูและสัตว์ฟันแทะ โดยสัตว์ที่ติดเชื้อมักไม่แสดงอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อสู่คนผ่านการสูดดมหรือสัมผัสฝุ่นและละอองที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของสัตว์ดังกล่าว
รวมถึงอาจติดต่อจากคนสู่คนเมื่อมีการสัมผัสใกล้ชิดในพื้นที่ปิดเป็นเวลานาน ระยะฟักตัวประมาณ 1-8 สัปดาห์ ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการไข้ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย คล้ายไข้หวัดใหญ่ และในบางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารหรือภาวะเลือดออก
โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 เนื่องจากโรคมีความรุนแรง แม้พบการแพร่เชื้อไม่บ่อยและมีอัตราการแพร่เชื้อค่อนข้างต่ำ แต่อัตราการเสียชีวิตในบางพื้นที่สูงถึงร้อยละ 30-50 ปัจจุบันยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย แต่ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เฝ้าระวังโรคที่มากับฤดูกาล
นอกจากนี้ ยังมีภัยสุขภาพในช่วงฤดูฝน โดยกรมควบคุมโรคเตือนให้เฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพที่มักเกิดในช่วงฤดูฝน ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี โรคที่มียุงเป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออก และ โรคติดเชื้อผ่านการสัมผัส เช่น โรคฉี่หนู และโรคไข้ดิน
อีกทั้ง ช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งเด็กเริ่มกลับมาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิดยังเป็นช่วงเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคมือ เท้า ปาก โดยเฉพาะในสถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาล
ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและเฝ้าระวังโรค อาทิ การฉีดวัคซีน การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล และการสังเกตอาการสำคัญของโรค ตลอดจนการติดเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ในเพศชายกว่า 90% ที่เคยมีเพศสัมพันธ์ติดเชื้อไวรัส HPV โดยไม่รู้ตัว และเชื้อสามารถแฝงอยู่ในร่างกายได้นานกว่า 10 ปี โดยไม่แสดงอาการ (ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อให้คู่ของตนได้โดยไม่ตั้งใจ) และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายชนิด
เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งเพศชายและหญิง โรคหูด มะเร็งทางทวารหนัก และมะเร็งคอหอย ซึ่งล้วนเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยถือว่ากำลังเผชิญวิกฤตด้านสุขภาพตามโครงสร้างของของประชากร ที่กำลังส่งผลกระทบรอบด้าน ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งผลักดันนโยบาย ควบคู่กับการสนับสนุนให้คนหันมาปรับพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่วัยต้นเพื่อสร้างความยั่งยืนด้านสาธารณสุขในอนาคต







