
สถานการณ์ความไม่สอดคล้องกันของระดับการศึกษาและอาชีพ ในตลาดแรงงานไทย
หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานโดยแบ่งตามระดับการศึกษาจะพบว่า การศึกษาในระดับอุดมศึกษามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยสัดส่วนของอัตราการลงทะเบียน เพิ่มขึ้นจากเพียง 1.3% ในปี 2513 (Hawley, 2547) เป็น 46% ในปี 2555 (World Bank, 2556) ขณะที่จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้นจากประมาณ 12,000 คนในปี 2514-2515 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2517) เป็นประมาณ 160,000 คน ในปี 2553 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2556)
และหากพิจารณาขั้นตอนการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจไทยประกอบกัน จะพบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ระบบเศรษฐกิจไทยได้มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่พึ่งพิงภาคเกษตรเป็นหลักมาเป็นเศรษฐกิจที่เน้นหนักด้านภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้ได้ทำให้เกิดความต้องการแรงงานที่มีระดับการศึกษาสูง ซึ่งในเบื้องต้นการขาดแคลนแรงงานกลุ่มนี้ในตลาดแรงงาน ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวแรงงานที่มีระดับการศึกษาสูงสามารถหางานได้ง่ายและได้รับค่าตอบแทนที่สูง ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้แรงงานในตลาดมีความต้องการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนั้น นโยบายด้านค่าจ้างแรงงานบางนโยบาย เช่น นโยบายจบปริญญาตรีเงินเดือน 15,000 บาท ก็เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้มีความต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลจากนโยบายที่ไม่ได้คำนึงและพิจารณาถึงความต้องการแรงงานของตลาดแรงงานอย่างถี่ถ้วนนั้น อาจก่อให้เกิดสถานการณ์ความไม่สอดคล้องกันในตลาดแรงงาน (Labor Market Mismatch) ในประเทศไทยทั้งในประเด็นการทำงานที่ไม่ตรงกับระดับการศึกษา (Vertical Mismatch)
กล่าวคือ แรงงานบางส่วนมีการทำงานตํ่ากว่าระดับการศึกษา ยกตัว อย่างเช่น ผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทำงานในงานที่มีคุณลักษณะที่ต้อง การเพียงผู้สำเร็จมัธยมปลายเท่านั้น และประเด็นการทำงานในสาขาที่ไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมา (Horizontal Mismatch) เนื่องจากไม่มีตลาดแรงงานที่รองรับ ยกตัวอย่างเช่น ผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ไม่สามารถหางานที่ตรงสาขาได้ทำให้ต้องทำงานในสาขาอื่น เป็นต้น
นอกจากเรื่องการทำงานที่ตํ่ากว่าระดับการศึกษาแล้ว ตลาดแรงงานไทยยังคงมีปัญหาในเรื่องการประกอบอาชีพที่ไม่ตรงตามสาขาที่เรียน โดยจากผลการศึกษาจากงานวิจัยล่าสุดของผู้เขียน Paweenawat and Vechbanyongratana (2560) พบว่า ปัจจุบันผู้สำเร็จการศึกษาในสาขา STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) ซึ่งเป็นสาขาที่ภาครัฐให้การสนับสนุนในปัจจุบันนั้น ทำงานตรงตามสาขาที่เรียนคือในสาขา STEM เพียง 34% เท่านั้น โดยผลจากการทำงานไม่ตรงตามสาขานั้นทำให้เกิดค่า Wage Panelty โดยเฉลี่ยถึง 28% เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานตรงสาขา
โดยสรุปแล้ว ผลสรุปจากงานวิจัยที่ผ่านมานี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันที่เกิดขึ้นในตลาดแรงงานไทยทั้งในเรื่องของระดับการศึกษาและอาชีพในปัจจุบัน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องพิจารณานโยบายทั้งทางด้านการวางแผนการศึกษา เพื่อสนับสนุนการศึกษาในสาขาที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน รวมถึงนโยบายการกำหนดค่าจ้างที่ควรเน้นด้านทักษะและความสามารถของแรงงานมากกว่าระดับการศึกษา
• Paweenawat, S.W. and Vechbanyongratana, J. (2558) “Wage Consequences of Rapid Tertiary Education Expansion in a Developing Economy: The Case of Thailand,” The DevelopingEconomies, 53 (3): 218-231
• Paweenawat, S.W. and Vechbanyongratana, J. (2560) “Private Returns to STEM Education and Implications for Middle-Income Trap Countries: Evidence from Thailand,” Working Paper 2017
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,318
วันที่ 30 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560






