
เมื่อ Oil Shock กลับมา : นัยต่อเศรษฐกิจไทย จากสงครามอิหร่าน-สหรัฐ
เมื่อ Oil Shock กลับมา : นัยต่อเศรษฐกิจไทย จากสงครามอิหร่าน-สหรัฐ : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.มนชยา อุรุยศ คณะเศรษฐเสวนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4184 - 4185
KEY
POINTS
- ผลกระทบหลักต่อเศรษฐกิจไทยมาจากวิกฤตราคาพลังงาน (Oil Shock) ที่อาจเกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทั่วทั้งระบบ
- ไทยมีความเปราะบางสูง เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ แม้มีน้ำมันสำรองแต่ไม่สามารถป้องกันผลกระทบด้านราคาได้ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-Push Inflation) และกระทบกำลังซื้อของภาคครัวเรือน
- ผลกระทบทางอ้อม เช่น ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น และความผันผวนของตลาดการเงิน มีแนวโน้มรุนแรงกว่าผลกระทบทางการค้าโดยตรง และจะสร้างแรงกดดันต่อกำไรภาคธุรกิจและเสถียรภาพนโยบายการเงิน
เมื่อเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ประเทศไทยอาจดูเหมือนอยู่ไกลจากสนามรบ แต่ในเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงกันสูง “ระยะทางทางภูมิศาสตร์” แทบไม่มีความหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียสามารถสะเทือนค่าครองชีพของครัวเรือนไทยได้ภายในเวลาไม่นาน
เหตุผลไม่ใช่เพราะไทยมีความเกี่ยวข้องกับสงครามโดยตรง แต่เพราะเศรษฐกิจไทยเชื่อมต่อกับวิกฤตนี้ผ่าน ตลาดพลังงานโลก ระบบขนส่งระหว่างประเทศ ตลาดการเงิน และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
สำหรับไทย ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐ จึงไม่ได้อยู่ที่การสูญเสียตลาดส่งออก แต่อยู่ที่ energy shock ที่สามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนของทั้งระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงราคาอาหาร กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้สนามรบจะอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจมาถึงประเทศไทยได้รวดเร็วกว่าที่คิด
บทเรียนจาก Oil Shock ในอดีต
หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจโลกเคยเผชิญ oil shock ครั้งใหญ่หลายครั้ง และแต่ละครั้งมีผลต่อเศรษฐกิจแตกต่างกันตามโครงสร้างพลังงานของโลกในช่วงนั้น
ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1973 จาก วิกฤตน้ำมันของ OPEC หลังสงคราม Yom Kippur เมื่อประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลางลดการผลิตและคว่ำบาตรการส่งออกไปยังประเทศตะวันตก ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าภายในเวลาไม่นาน ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ stagflation เป็นครั้งแรก
ครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี 1979 จาก การปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไปอย่างกะทันหัน และราคาพลังงานเพิ่มขึ้นอีกระลอก ต่อมาในปี 1990 สงครามอ่าวเปอร์เซียหลังการรุกรานคูเวตของอิรัก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นชั่วคราว แม้ shock ครั้งนั้นจะสั้นกว่า แต่ก็ยังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นทศวรรษ 1990
และล่าสุดในปี 2022 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในตลาดก๊าซธรรมชาติ และ LNG ของยุโรป บทเรียนสำคัญจาก oil shock ในอดีตคือ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์การเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพลังงานของเศรษฐกิจโลกในช่วงนั้นด้วย
ในช่วงทศวรรษ 1970 เศรษฐกิจโลกพึ่งพาน้ำมันมากกว่าปัจจุบัน ทำให้ shock มีผลรุนแรงมากกว่า ขณะที่ในปัจจุบัน แม้เศรษฐกิจโลกมีการกระจายแหล่งพลังงานมากขึ้น แต่ตลาดน้ำมันยังคงมีลักษณะ integrated global market ดังนั้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังสามารถส่งผลต่อราคาพลังงานทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทย บทเรียนจาก oil shock ในอดีตชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยมักได้รับผลกระทบ ผ่านช่องทางเงินเฟ้อและดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่าผ่านการค้าโดยตรง
ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดคอขวดพลังงานของโลก
หัวใจของความเสี่ยงครั้งนี้อยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้อมูลของ U.S. Energy Information Administration ระบุว่า ในปี 2024 มีน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ยประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และในช่วงต้นปี 2025 เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของการบริโภคน้ำมันของโลก
นอกจากน้ำมันแล้ว ช่องแคบนี้ยังเป็นเส้นทางสำคัญของการค้า LNG ประมาณหนึ่งในห้าของตลาดโลก ดังนั้น หากเส้นทางนี้ถูกรบกวน แม้เพียงบางส่วน ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่ที่ประเทศคู่สงคราม แต่จะสะท้อนผ่าน ราคาพลังงานทั่วโลกทันที
เหตุใดไทยจึงเปราะบางแม้ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง
ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง รายงานของ S&P Global เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2026 ระบุว่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยประเมินว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชิงพาณิชย์รวมกับน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งเพียงพอราว 60 วันของความต้องการใช้ในประเทศเท่านั้น จึงช่วยได้ในเชิง buffer ระยะสั้น แต่ไม่ได้ทำให้ไทยปลอดภัยจากสงครามยืดเยื้อ
จุดสำคัญคือ ไทยอาจมี buffer ด้านปริมาณ แต่ไม่ได้มี buffer ด้านราคามากพอ น้ำมันสำรองช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนฉับพลันได้ แต่ไม่สามารถกัน “ราคาโลก” ได้ ประเทศยังคงต้องนำเข้าพลังงานในราคาที่สูงขึ้นอยู่ดี
นี่คือความต่างระหว่างการมีน้ำมันใช้ (energy security) กับ การมีน้ำมันในราคาที่รับได้ (price security) ไทยอาจไม่ขาดน้ำมันในทันที แต่ยังเผชิญต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้น ซึ่งจะกระทบเงินเฟ้อ ต้นทุนธุรกิจ และกำลังซื้อของครัวเรือนในวงกว้าง
ขนาดของผลกระทบนี้ สอดคล้องกับโครงสร้างเงินเฟ้อไทยเอง เพราะหมวดพลังงานมีน้ำหนักราว 12.39% ในตะกร้า CPI สถานการณ์ปัจจุบันของไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำผิดปกติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่ปรับลดลง และมาตรการดูแลค่าครองชีพของภาครัฐ
โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) ของไทยอยู่ที่ประมาณ -0.88% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) ยังเป็นบวกอยู่
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจมีภูมิคุ้มกันต่อ shock ใหม่ เงินเฟ้อต่ำในปัจจุบันจึงไม่ใช่ภูมิคุ้มกันถาวร หากเกิดความตึงเครียดในตลาดพลังงาน และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฐานเงินเฟ้อที่ต่ำในปัจจุบันอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อ “เด้งกลับ” ได้อย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ยังไม่ได้หยุดแค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ลามไปถึงค่าไฟ ปิโตรเคมี ปุ๋ย ภาคเกษตร ขนส่ง สายการบิน และราคาสินค้าอาหารผ่านต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง นี่คือเหตุผลว่า ทำไมสงครามลักษณะนี้จึงเป็น cost-push inflation shock และทำให้โจทย์นโยบายยากขึ้น เพราะเศรษฐกิจอาจชะลอพร้อมกับต้นทุนที่สูงขึ้น หรือมีลักษณะใกล้ stagflation
ช่องทางการค้า: direct effect จำกัด แต่ indirect effect ใหญ่
ถ้ามองเฉพาะการค้าตรง ไทยดูเหมือนจะไม่ได้เสี่ยงมากนัก กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในปี 2025 ไทยส่งออกไปตะวันออกกลางมูลค่า 12.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเพียง 3.67% ของการส่งออกทั้งหมด และจนถึงต้นเดือนมีนาคม 2026 ยังไม่พบสัญญาณชัดของการยกเลิกคำสั่งซื้อในวงกว้าง
แต่หากหยุดวิเคราะห์แค่นี้ ก็จะทำให้การประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงไปมาก เพราะผลกระทบทางการค้าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ market loss โดยตรงเท่านั้น แต่อยู่ที่ ค่าระวางเรือ เบี้ยประกันภัย การอ้อมเส้นทางบินและเดินเรือ และเวลาขนส่งที่นานขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนการค้าของไทยเพิ่มขึ้น แม้จะส่งออกไปตลาดที่ไม่ใช่ตะวันออกกลางก็ตาม
ดังนั้น indirect trade shock ผ่าน logistics cost จึงมีแนวโน้มใหญ่กว่า direct trade shock ผ่าน market loss อย่างชัดเจน และยิ่งรุนแรงขึ้นหากความเสี่ยงด้านการเดินเรือในภูมิภาคยืดเยื้อไปอีก
อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือ ประเทศไทยส่งออกสินค้าที่ใช้พลังงานและวัตถุดิบนำเข้าเข้มข้น เช่น อาหารแปรรูป ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ และ ปิโตรเคมี หากต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ปริมาณการส่งออกอาจยังไม่ลดลงทันที แต่กำไรต่อหน่วย ของผู้ประกอบการจะลดลง เกิดภาวะ margin compression ต้นทุนเพิ่มเร็วกว่าราคาที่ผลักไปยังผู้ซื้อได้
ผลกระทบเช่นนี้ อาจสะท้อนในบัญชีประชาชาติช้ากว่า แต่ภาคธุรกิจจะรู้สึกเร็วมาก และอาจลามไปสู่การชะลอลงของการลงทุน การจ้างงาน และการขยายกำลังการผลิตในระยะต่อไป ส่งผลให้ shock ทางการค้าของประเทศไทยในรอบนี้เป็นเรื่อง “ต้นทุน” มากกว่าเรื่อง “ปริมาณการส่งออก” โดยตรง
ช่องทางตลาดการเงิน: เงินบาท กระแสเงินทุน และข้อจำกัดนโยบาย
ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ยังส่งผลต่อไทยผ่าน global risk-off sentiment เมื่อนักลงทุนหลบความเสี่ยง เงินมักไหลไปยังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และทองคำ ขณะที่ตลาดเกิดใหม่เสี่ยงเผชิญภาวะเงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อน และต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในเดือนมกราคม 2026 แต่กลับอ่อนค่าลงในเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ
อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศไทย ปัญหาไม่ใช่แค่เงินบาทผันผวน แต่คือ การที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพอยู่แล้ว ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เหลือ 1.00% เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
หาก oil shock รุนแรงขึ้น นโยบายการเงินจะเผชิญภาวะลำบากมากขึ้นกับการตัดสินใจเลือกระหว่างการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ลดอัตราดอกเบี้ย) เพื่อพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจ กับ การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (เพิ่มอัตราดอกเบี้ย) เพื่อชะลอเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน อย่างไรก็ดี นโยบายการเงินไม่สามารถลดราคาน้ำมันโลกได้ ดังนั้น ธนาคารกลางจึงทำได้เพียงลดแรงกระแทกต่อกิจกรรมเศรษฐกิจภายในบางส่วนเท่านั้น
ผลต่อครัวเรือนไทย: รายได้จริงลดลง แม้ GDP อาจไม่ตกแรงมาก
หากมองจากมุมสวัสดิการของสังคม (social welfare) ผลที่ประชาชนรู้สึกจริงอาจหนักกว่าตัวเลข GDP เพราะสงครามลักษณะนี้กินผ่านค่าครองชีพเป็นหลัก ราคาน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง และอาหารที่สูงขึ้นทำให้รายได้จริงของครัวเรือนลดลง โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งใช้สัดส่วนรายจ่ายกับพลังงานและอาหารสูงกว่า
นอกจากนี้ การที่หนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของความสามารถในการรับ shock ของภาคครัวเรือน
ในเชิงเศรษฐศาสตร์สวัสดิการ ผลกระทบนี้สะท้อนผ่านการลดลงทั้งส่วนเกินผู้ผลิต (producer surplus) และส่วนเกินผู้บริโภค (consumer surplus)
ขณะเดียวกัน เมื่อปริมาณซื้อขายลดลง การจัดสรรทรัพยากรก็ด้อยประสิทธิภาพ เกิด deadweight loss เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน นั่นหมายความว่า oil shock ไม่ได้กระทบแค่เงินเฟ้อ หรือ กำไรธุรกิจ แต่ทำให้สวัสดิการของสังคม ของระบบเศรษฐกิจลดลงพร้อมกันทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค ต่อให้ GDP ลดลงเพียง 0.1–0.2 จุดเปอร์เซ็นต์
ผลกระทบจริงอาจกระจุกตัวหนักในกลุ่มรายได้น้อย ภาคขนส่ง SMEs และธุรกิจใช้พลังงานเข้มข้น จึงมีความจำเป็นต้องมี targeted relief ควบคู่กับ macro stabilization ไม่เช่นนั้นต้นทุนทางสังคมจะสูงกว่าที่ตัวเลขมหภาคบอกไว้
การท่องเที่ยวและการบิน: ผลกระทบอันดับรอง แต่ไม่ควรมองข้าม
ผลต่อท่องเที่ยวไทยไม่น่าจะเป็นช่องทางหลักเท่าพลังงาน แต่ก็ไม่เล็ก ก่อนโควิด รายได้จากการท่องเที่ยวเคยคิดเป็นสัดส่วน 18–20% ของ GDP แม้ในช่วงหลังการระบาด ภาคการท่องเที่ยวจะยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2567-2568 ได้กลับมาอยู่ที่ประมาณ 30–35 ล้านคนต่อปีสะท้อนว่าภาคนี้ยังสำคัญต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและรายได้บริการของประเทศ
สงครามทำให้เกิดการปิดน่านฟ้า การอ้อมเส้นทางบิน การยกเลิกเที่ยวบิน และต้นทุนเชื้อเพลิงการบินสูงขึ้น ซึ่งกระทบทั้งนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและเส้นทาง long-haul บางส่วน ผลกระทบด้านการบินจึงเกิดจริง แม้จะยังเป็น second-order effect เมื่อเทียบกับ first-order effect อย่างราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์
อย่างไรก็ดี ไทยอาจได้อานิสงส์บางส่วนจากการถูกมองว่า เป็นจุดหมายที่ปลอดภัยกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่สงคราม แต่ผลบวกเช่นนี้มักไม่พอชดเชยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ
ไทยจะเจ็บแค่ไหนขึ้นอยู่กับ“ระยะเวลา”มากกว่า“เหตุปะทะครั้งแรก”
ตัวแปรชี้ขาดต่อผลกระทบของสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่เพียง headline news ของการสู้รบในแต่ละวัน แต่คือ ระดับราคาน้ำมันเฉลี่ยในช่วงเวลาที่ยาวพอ หากเป็นเหตุปะทะสั้น น้ำมันอาจพุ่งชั่วคราวแล้วค่อยย่อลง ผลต่อไทยจะอยู่ในระดับจัดการได้ โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อเริ่มต้นต่ำมากในปัจจุบัน
แต่ถ้าความขัดแย้งยืดเยื้อหลายเดือน จนการขนส่งพลังงานและการประกันภัยเรือถูกรบกวนต่อเนื่อง ไทยจะเจอทั้ง imported inflation กำลังซื้อที่อ่อนลง current account ที่ถูกกด และความเชื่อมั่นธุรกิจที่ถดถอยพร้อมกัน เพราะผลกระทบจะค่อย ๆ สะสมผ่านต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจ ภาระงบประมาณของภาครัฐในการดูแลค่าครองชีพ และรายได้จริงของครัวเรือนที่ลดลง
ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า หากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีสูงขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกด GDP ไทยลงประมาณ 0.1–0.15 จุดเปอร์เซ็นต์ และดันเงินเฟ้อขึ้นราว 0.4–0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีสูงขึ้นต่อเนื่อง 20–30 ดอลลาร์ ผลสะสมต่อ GDP และค่าครองชีพจะมีนัยสำคัญมาก
ผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ผลของ margin compression ไม่ได้จบแค่กำไรธุรกิจลดลงในระยะสั้น แต่ยังสามารถกระทบ การลงทุน และ ผลิตภาพ ในระยะต่อไปได้ด้วย กำไรของบริษัทเป็นแหล่งสำคัญของแหล่งเงินทุนภายในกิจการ (Internal Finance) สำหรับลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี และนวัตกรรม เมื่อ margin ลดลง กระแสเงินสดลดลง ความสามารถในการลงทุนใหม่ก็ลดลงตาม โดยเฉพาะในเศรษฐกิจที่ SMEs ยังเข้าถึงตลาดทุนได้จำกัด
ผลต่อเนื่องคือ การชะลอลงของกระบวนการเพิ่มสัดส่วนเครื่องจักร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานต่อแรงงาน 1 คน (capital deepening) และการเติบโตของผลิตภาพแรงงานในระยะยาว ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของไทยอยู่แล้วในภาวะที่การฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ
บทสรุป
ในทางเศรษฐกิจ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ข่าวการโจมตีในแต่ละวัน แต่คือ ระยะเวลาของวิกฤต หากความตึงเครียดจบเร็ว ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นชั่วคราวแล้วค่อยลดลง แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจค่อย ๆ กัดกินกำลังซื้อของครัวเรือน กำไรของธุรกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
สงครามอิหร่าน-สหรัฐจะกระทบไทยผ่านพลังงานเป็นหลัก ผ่านการค้าและการเงินเป็นรอง และผ่านการท่องเที่ยวเป็นผลกระทบลำดับถัดไป ในภาพรวม สงครามครั้งนี้จึงเป็น external supply shock ที่ซ้อนทับอยู่บนเศรษฐกิจไทย ซึ่งเติบโตต่ำกว่าศักยภาพอยู่แล้ว ทำให้การดำเนินนโยบายมหภาคต้องเผชิญ trade-off ที่ยากขึ้นไปอีก
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.มนชยา อุรุยศ คณะเศรษฐเสวนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4184 - 4185











