thansettakij
thansettakij
วิกฤตินํ้ามันครั้งนี้สอนอะไรเราบ้าง?

วิกฤตินํ้ามันครั้งนี้สอนอะไรเราบ้าง?

18 มี.ค. 69 | 08:06 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มี.ค. 69 | 08:16 น.

วิกฤตินํ้ามันครั้งนี้สอนอะไรเราบ้าง? : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,184 วันที่ 19 -21 มีนาคม พ.ศ. 2569

KEY

POINTS

  • วิกฤตการณ์ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนน้ำมันจริง แต่เกิดจากความล้มเหลวในการสื่อสารและบริหารจัดการของภาครัฐ ซึ่งสร้างความไม่ไว้วางใจ และนำไปสู่ความตื่นตระหนกของประชาชน
  • นโยบายตรึงราคาดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นที่บิดเบือนกลไกตลาด และขาดแรงจูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง
  • บทเรียนสำคัญ คือ ความจำเป็นในการวางแผนนโยบายพลังงานระยะยาวของชาติ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เช่น การส่งเสริมขนส่งมวลชนและยานยนต์ไฟฟ้า

เมื่อรถยนต์นับพันคันต่อแถวยาวหน้าปั๊มนํ้ามัน แกลลอนเปล่าถูกกว้านซื้อจนหมดชั้นวาง และสถานีบริการทยอยปิดป้าย “นํ้ามันหมด” ทั่วประเทศ ภาพเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะประเทศไทยขาดแคลนนํ้ามันจริง แต่เกิดขึ้นเพราะระบบการบริหารจัดการวิกฤติและการสื่อสารของรัฐล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

นั่นคือบทเรียนแรกและเจ็บปวดที่สุดจากวิกฤติพลังงานครั้งนี้

รัฐบาลและกระทรวงพลังงานออกมายืนยันซํ้าแล้วซํ้าเล่าว่าประเทศมีสต็อกนํ้ามันเพียงพอถึง 96-100 วัน ราคาดีเซลถูกตรึงไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร โรงกลั่นเดินเครื่อง 100% ข้อมูลเหล่านี้ถูกต้องทุกประการ แต่ประชาชนก็ยังแห่ไปเติมนํ้ามัน ยอดการใช้ดีเซลพุ่งสูงถึง 118 ล้านลิตรต่อวัน ในวันที่ 4 มีนาคม หรือเกือบสองเท่าของภาวะปกติ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ความไว้วางใจ รัฐบาลสื่อสารในลักษณะ “แถลงการณ์” โดยไม่ได้ตอบคำถามที่ประชาชนอยากรู้จริงๆ ว่า “แล้วทำไมปั๊มใกล้บ้านฉันถึงปิด?” ช่องว่างระหว่างข้อมูลทางการกับประสบการณ์ตรงของประชาชน กลายเป็นพื้นที่ให้ความตื่นตระหนกขยายตัวอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย

การสื่อสารในภาวะวิกฤติที่ดีต้องทำมากกว่าการ “บอกความจริง” ต้องอธิบายให้ครบว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเกิด รัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ และประชาชนควรทำหรือไม่ทำอะไร ที่สำคัญต้องสื่อสารก่อนที่ความตื่นตระหนกจะลุกลาม ไม่ใช่ตามหลังมันไปแก้ไข

สิ่งที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือ การที่กองทุนนํ้ามันต้องอุดหนุนดีเซลสูงถึง 20.36 บาทต่อลิตร และมียอดติดลบอยู่กว่า 12,600 ล้านบาทแล้วนั้น สะท้อนให้เห็นว่า กลไกนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือดับไฟเฉพาะหน้ามาโดยตลอด โดยไม่มีแผนระยะยาวรองรับ

ราคาดีเซลที่ถูกตรึงไว้เป็นเวลานาน สร้างสัญญาณราคาที่บิดเบือน ทำให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการไม่มีแรงจูงใจในการปรับตัว หรือ ประหยัดพลังงาน เมื่อวิกฤติมาถึงจริงๆ การปรับขึ้นราคาแม้เพียงหลักสตางค์ จึงกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมืองมากกว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สมเหตุสมผล

วิกฤติครั้งนี้ควรเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ในการพูดถึงการประหยัดพลังงานในฐานะนโยบายแห่งชาติ ไม่ใช่แค่คำขวัญในแคมเปญรณรงค์ช่วงเทศกาล

ไทยพึ่งพาการนำเข้านํ้ามันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน ความเปราะบางนั้นก็แสดงตัวออกมาทันที การกระจายแหล่งพลังงานไปยังรัสเซีย หรือ อเมริกา และ แอฟริกา เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น คำตอบระยะยาวต้องมาจากการลดการพึ่งพานํ้ามันโดยรวม ทั้งการเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานขนส่งมวลชน การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง และ การปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

การปรับสูตรดีเซลให้มีตัวเลือกหลายระดับอย่าง B20 สำหรับภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมนั้น เป็นก้าวที่ถูกทิศทาง แต่ต้องทำควบคู่กับมาตรการสนับสนุนผู้ใช้รายย่อยที่อาจได้รับผลกระทบ ไม่ใช่ปล่อยให้กลไกราคาทำงานโดยลำพังโดยไม่มีเครือข่ายรองรับ
 วิกฤตินํ้ามันครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโลกขาดนํ้ามัน แต่เกิดขึ้นเพราะเราไม่ได้เตรียมพร้อม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การสื่อสาร และนโยบายพลังงานระยะยาว

ถ้าบทเรียนนี้ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย วิกฤติหน้า ก็จะให้บทเรียนเดิมอีกครั้ง แพงกว่าเดิม และเจ็บปวดกว่าเดิม

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,184 วันที่ 19 -21 มีนาคม พ.ศ. 2569