
ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลในวิกฤติพลังงาน
ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลในวิกฤติพลังงาน : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...กาแฟขม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,184
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของคนไทย
- มาตรการพยุงราคาของรัฐบาล เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นและกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาจากประชาชนที่เริ่มกักตุนน้ำมัน
- ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันให้ภาคธุรกิจเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้า ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการความเชื่อมั่น
*** สงครามในตะวันออกกลางกำลังพิสูจน์ว่า โลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ไม่มีวิกฤติใดไกลตัวอีกต่อไป ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล กับ อิหร่าน ที่ยืดเยื้อเกินกว่าที่ Donald Trump เคยประเมินไว้ กำลังส่งแรงกระแทกจากสนามรบมาสู่เศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว และจุดที่สะเทือนมากที่สุดก็คือ “พลังงาน”
*** เมื่อความตึงเครียดขยับเข้าใกล้ช่องแคบ Strait of Hormuz เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งนํ้ามันโลก ราคาพลังงานก็ปรับตัวขึ้นทันที สำหรับประเทศที่มีแหล่งพลังงานของตัวเอง นี่อาจเป็นเพียงความผันผวน แต่สำหรับประเทศไทย นี่คือ “แรงกระแทก” เต็มรูปแบบ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น กำลังไหลผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จากปั๊มนํ้ามัน ไปถึงโรงงาน จากโรงงาน ไปถึงราคาสินค้าและสุดท้าย ไปจบที่กระเป๋าเงินของประชาชน
*** รัฐบาลใช้กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงเข้ามาพยุงราคา แต่ไม่ใช่เครื่องมือใหม่ และไม่ใช่คำตอบระยะยาว การอุดหนุน คือ การซื้อเวลา ไม่ใช่การแก้ปัญหา ภาพที่เริ่มเห็นในหลายพื้นที่ คือ ประชาชนเร่งเติมนํ้ามันก่อนราคาปรับขึ้น รถเข้าคิวรอยาวเหยียดเพื่อเข้าเติมนํ้ามันและถูกจำกัดการเติม ขณะที่รัฐบอกว่า “นํ้ามันพอ” แต่กลายเป็นไม่เชื่อมั่นและไม่มั่นใจ เมื่อความเชื่อมั่นลดลง พฤติกรรมของสังคมจะเคลื่อนเร็วกว่านโยบายของรัฐ
*** สถานการณ์ห้วงนี้ ทำให้อดย้อนคิดไปถึงเหตุการณ์ในอดีตระยะสั้นๆ ช่วงปี 2553-2554 เกิดวิกฤตินํ้ามันปาล์มขึ้นในประเทศ มีการให้ข้อมูลนํ้ามันปาล์มไม่ขาด ไม่ขึ้นราคา บริหารจัดการได้ แต่ประชาชนไม่เชื่อมั่น แห่ไปซื้อนํ้ามันปาล์มขวดจนหมดไปจากเชลฟ์ ความโกลาหลเกิดขึ้น เมื่อไม่เชื่อ จึงต้องตุนไว้ก่อน เมื่อแห่กันตุน สายพานลำเลียงปกติก็ขาดสะบั้นลง นี่เป็นนํ้ามันที่สำคัญกับชีวิตยิ่งกว่านํ้ามันปาล์มหลายเท่า วงจรปกติก็ระสํ่าระสาย ประหนึ่งเครื่องเออเรอร์ ที่ต้องกู้กลับคืนมาโดยเร็วก่อนลุกลามบานปลาย
*** รัฐบาลต้องจัดการกับการกักตุน ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือนํ้ามัน โดยเฉพาะการกักตุนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากส่วนต่างราคา ไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ สถานการณ์แบบนี้มักสร้างเศรษฐีใหม่ที่ใช้ช่องช่วงชิงความได้เปรียบเหนือประชาชนทั่วไปอยู่เสมอ ฉะนั้น ต้องไม่ทำให้เห็นความเอารัดเอาเปรียบเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องที่ใครๆเขาทำกัน แต่ต้องทำให้การแสวงหากำไรแบบนี้ เป็นสิ่งผิดกฎหมายและมิอาจยอมรับได้
*** แรงกดดันจากปมปัญหานํ้ามัน เริ่มลามไปยังภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการจำนวนมากแบกรับต้นทุนไม่ไหว คำถามจึงไม่ใช่ว่าสินค้าจะขึ้นราคาหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า “จะขึ้นเมื่อไร” รัฐบาลของ นายกฯ หนู อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเผชิญโจทย์ที่ยากกว่าการคุมราคา แต่กลับกลายเป็นคุม “ความเชื่อมั่น” เพราะในวิกฤติแบบนี้ การตัดสินใจที่ช้า อาจแพงกว่าการตัดสินใจที่ผิดและการสื่อสารที่ไม่ชัด อาจร้ายแรงกว่าการไม่มีมาตรการ สิ่งจำเป็นเวลานี้ ไม่ใช่แค่การประคองสถานการณ์ แต่ต้องทำให้เห็น “ทิศทาง” เป็นทิศทางของราคาพลังงาน ทิศทางของการอุดหนุน และทิศทางของนโยบายพลังงานในระยะยาว
*** วิกฤติครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ในโลกยุคภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรง พลังงานไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือ “อำนาจ” ประเทศที่มีทางเลือก ย่อมมีอำนาจต่อรอง ประเทศที่ไม่มีทางเลือก ก็ต้องรับแรงกระแทก สำหรับประเทศไทยคำถามจึงไม่ใช่จะรอดผ่านวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างไร แต่ยังยอมอยู่กับความเปราะบางนี้ไปอีกนานแค่ไหน วิกฤตินี้ท้าทายรัฐบาลนายกฯ หนู 2 ที่กำลังจะตั้งขึ้นอย่างสูงยิ่งนัก...
คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...กาแฟขม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,184






