thansettakij
thansettakij
ศิลปะเสือ-สมิง 

ศิลปะเสือ-สมิง 

ศิลปะเสือ-สมิง คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • คำว่า “สมิง” ในภาษามอญหมายถึงตำแหน่งเจ้า ขุน หรือผู้นำ ไม่เกี่ยวข้องกับเสือปีศาจ และมีผู้มีชื่อเสียงหลายคน เช่น สมิงราชาเทวะ และสมิงอาษาสงคราม ซึ่งบางชื่อถูกนำมาตั้งเป็นชื่อวัดและตำบลในปัจจุบัน
  • เสือสมิงหรือเสือเย็นเป็นตำนานเหนือที่เชื่อว่าเป็นเสือที่สามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ เพื่อหลอกลวงหรือทำร้ายผู้คน ชาวป่าจึงใช้วัวธนูหรือควายธนูเป็นเครื่องรางป้องกันภัยจากเสือและสิ่งอัปมงคล
  • เสือหมอบแมวเซาเป็นหน่วยสอดแนมโบราณ ปลอมตัวเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของศัตรูต่างจากสายลับโดยตรง นอกจากนี้ยังมีการสร้างเครื่องรางและเหรียญรูปเสือจากพระเกจิอาจารย์เพื่อความคุ้มครองและโชคลาภในปัจจุบัน

สมิงในภาษามอญ เขาแปลว่าคนเป็นจ้าว คนเป็นขุน ใช้เรียกเปนคำนำหน้า พวกมอญเขาเรียกกันเองก็มี เช่น สมิงสอตุด ส่วนขุนสมิงที่เข้ากับฝ่ายไทยแล้วฝ่ายไทยยังคงเรียกอยู่ก็มีโดยปรับราชทินนามให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น สมิงอาษาสงคราม สมิงกล้ากลางศึก สมิงปัญญาเดช สมิงปราบพยัคฆา สมิงกล้ากลางเมือง โดยท่านสมิงที่นามกรเลื่องลือจนกลายเปนชื่อตำบลอำเภอ ที่ตั้งสนามบินสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ก็คือ สมิงราชาเทวะ ซึ่งท่านเคยเป็นใหญ่อยู่ ณ ภูมิประเทศตรงนั้นแถบย่านบางพลี

ส่วนสมิงอาษาสงครามชื่อของท่านถูกนำไปใช้เป็นชื่อวัดคือวัดอาษาสงครามที่พระประแดง โดยตัวท่านเองเป็นคนเก่งเมื่อบ้านเมืองมีภัยพวกเราชาวเงี้ยวไทใหญ่ลุยเข้ามาปล้นสดมภ์ที่เมืองเหนือ ในรัชสมัยรัชกาลที่สอง ท่านเป็นสมิงกล้ารามัญแล้วแต่ยังคง กราบบังคมทูลอาสาไปสู้ศึกถึงเมืองเชียงใหม่ พวกเราทั้งไทใหญ่และต่องสู้ออกสู้รบกันกับสมิงเป็นสามารถ แต่ไม่อาจจะเอาชนะกองกำลังของฝ่ายพระนครรัตนโกสินทร์ได้ก็ได้แต่ยอมรับแล้วก็แพ้พ่ายไป

ศิลปะเสือ-สมิง 

สมิงนั้นเป็นชาวมอญอพยพมาแต่ครั้งไหนไม่รู้มาพึ่งโพธิสมภารแต่โบราณนานเก เสร็จศึกแล้วจึงพระราชทานที่ดินเปนบำเหน็จให้เพิ่มตรงละแวกพระประแดงปลูกสวนทำกิน สมิงก็เป็นคนใฝ่ใจในพระศาสนาเหมือนทางเรา แต่ว่าการสงครามและหน้าที่บีบบังคับให้ต้องฆ่าแกงกัน ก็พอกันกับทางเราที่สร้างวัดและพระธาตุใหญ่โตถึงเวลาเบื่อหน่ายคลายยินดีในเรื่องทางโลกเราก็เอาหอกเอาดาบถอดด้ามไปทำรั้วถวายพระธาตุของเราเปนพุทธบูชา และพากันออกบวชเป็นพระถือศีลภาวนาจาริกล้างบาป

ข้างสมิงก็เหมือนกันเมื่อได้ดีมาอยู่ในเมืองแล้วได้ที่ได้ทาง พระราชทานบรรดาศักดิ์ใหม่ให้เป็นที่สมิงอาษาสงครามพอแก่ตัวลงก็รู้สึกว่าบาปเพราะฆ่าฟันพวกเราในการสงครามไปเยอะ ก็เลยสร้างวัดไถ่บาปได้ชื่อว่าวัดอาษาสงคราม ตามชื่อสมิงท่านไปดังนี้

โดยคำว่าสมิงในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าเป็นเสือสมิงที่เป็นปีศาจเสือ โดยมีคำยืนยันจากราชทินนามตัวอย่างข้างต้นของท่านสมิงปราบพยัคฆา ที่ว่า ถ้าปรากฏว่าเป็นของเดียวกัน  เป็นคำเดียวกันแล้วท่านคงจะไม่ปราบกันเองเป็นแน่แท้ อันว่าตัวเสือปีศาจอย่างว่าเสือสมิงนี้ ประดาคนเดินป่าหรือนายพรานล่าสัตว์แม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์เดินธุดงค์จาริก ก็จะมีความหวาดกลัวว่าจะเจอเข้ากับไอ้เสือแปลงชนิดนี้ได้สักวันนึง เจอแล้วก็ถูกทำร้ายอันตรายถึงชีวิต ได้เป็นที่หวั่นไหวและเข็ดขามหวาดกลัว

ศิลปะเสือ-สมิง 

ถามว่าเสือสมิงปีศาจนี้ที่มาที่ไปของมันมีอย่างไร? ตามตำนานก็ว่าแล้วแต่ตำราความเชื่อของแต่ละภาค แต่ละภูมิภาค ฝ่ายหนึ่งก็เชื่อว่าเป็นคนนี่แหละที่ว่าเรียนวิชาเสือเข้าแล้วสามารถแปลงเป็นเสือได้ (คนแปลงเปนเสือ) อีกพวกนึงก็บอกว่าเป็นเรื่องว่าเสือมันมากินคนหลายๆคนเข้าได้ลมปราณของคนเข้าไป ประกอบกับเสือนั้นมีตบะแก่กล้าเข้าก็แปลงร่างเป็นมนุษย์ (เสือแปลงเป็นคน) ได้ทั้งนี้พอจะสังเกตได้ว่าไม่ว่าจะอย่างไรก็มีลักษณะผิดธรรมชาติและมีกลิ่นอายของผีปีศาจลอยกรุ่นอยู่ทั้งคู่

อีทีนี้ในลักษณาการของชีวิตชาวบ้านป่าและเดินย่ำดงพงไพรเราก็มักจะเชื่อถือในตำนานอย่างที่สองเรื่องเสือแปลงเป็นคนมากกว่าเรื่องคนแปลงเป็นเสือ โดยมีความเชื่อกันในหมู่นักท่องป่าล่าไพรว่าเสือสมิงมันร้ายนักยามที่นายพรานอย่างพวกเราขึ้นไปขัดห้างคือทำที่นั่งซุ่มอยู่บนต้นไม้คอยดักยิงสัตว์ที่มากินน้ำหรือมากินดินโป่งในตอนกลางคืนด้วยความเงียบเชียบท่ามกลางความวังเวงของป่าในคืนเดือนหงายเดือนแรมนั้น เสือสมิงมันจะแปลงตัวมาในรูปแบบของพระธุดงค์บ้าง ในรูปแบบของเมียของเราเองบ้างมายืนเรียกเราอยู่ใต้ต้นไม้ซึ่งขัดห้างเอาไว้ อ้างว่ามีธุระร้อนบ้าง มาตามให้กลับบ้านด่วนบ้าง มีลูกในท้องจะคลอดบ้างต่างๆนานา

เราก็มีหน้าที่จะต้องโยนไม้ขีดไฟลงไปให้กับมัน บอกมันว่าไม่ค่อยเห็นหน้า ไหนลองจุดไฟซิให้ไฟส่องหน้ากันหน่อย ถ้าว่าเป็นคนจริงก็จะขีดไม้ขีดไฟได้ แต่ถ้าเป็นเสือปลอมมา เสือมันไม่มีมือชนิดเดียวกันกับคนที่มีแม่โป้งไว้จับจีบ แล้วก็ไม่มีชุดความรู้ว่าฟอสฟอรัสที่หัวไม้ขีดเมื่อเสียดสีทำความร้อนกับตัวตะไบสากข้างข้างกล่องแล้วจะเกิดประกายไฟขึ้น มันจะทำไม่เป็น

ศิลปะเสือ-สมิง 

ดังนี้พอเรารู้อาการเข้าว่ามันเป็นเสือแปลงมาชะงักเงิ่นเงอะงะเราจะต้องยิงเข้าไปที่ซอกจั๊กกะแร้ของมัน ซึ่งตรงนั้นเองจะเป็นที่ที่เสือสมิงมันซ่อนหัวเสือเอาไว้พอโดนเข้าหัวจริงแล้วทีนี้ก็ตาย พอตายร่างที่แปลงก็จะกลายกลับคืนเป็นเสือให้เห็น ส่วนถ้าเป็นรูปของพระสงฆ์โดยมากให้ยิงที่บาตรพระที่พระปลอมนั้นอุ้มมาเพราะตรงบาตรพระก็คือหัวเสือ นอกเหนือจากนั้นเป็นของจำแลง แปลงมนตราพาหลอกมาทั้งสิ้น

แทรกไว้ในที่นี้ว่าคำว่าบาตร ที่เป็นวัตถุภาชนะกลวงอย่างชามกะละมังใช้อุ้มใส่อาหารของพระนั้นต้องมี ร.เรือ เป็นตัวสะกด ส่วนคำว่าบิณฑบาตไม่มี ร.เรือ เนื่องเพราะมาจากคำว่า ปิณฑะ_ปาตะ แปลว่าการตกลงไปแห่งก้อนข้าว (ปิณฑะ) ซึ่งก็ตกลงไปในบาตร ซึ่งพระเณรอุ้มประคองรองรับอยู่

อันว่าเสือสมิงนี้ซึ่งทางเหนือเราเรียกกันว่าเสือเย็น - cooling tiger ซึ่งพอเรียกแล้วก็มีกลิ่นสาบสางและความเย็นเยียบเสียบหัวใจลอยเข้ามาให้หวาดไหวในโสตประสาท_บรื๋อว์คนเดินทางหรือพระธุดงค์ในอดีตที่ใช้เส้นทางตามป่าเขาเมื่อมืดลงแล้วไม่สามารถถึงที่หมายได้ในวันเดียวจำเป็นจะต้องพักแรมกลางทางก็จะมีอุปกรณ์ชนิดนึงติดตัวไว้เพื่อรับมือกับเสือสมิง นั่นก็ได้แก่วัวธนูหรือไม่ก็ควายธนู

โดยเหตุที่เชื่อกันว่าสัตว์สองชนิดนี้แพ้ทางกันหมายความว่าเสือตัวไหนที่เก่งก็สามารถตะปบแล้วกัดคอวัวเอาวัวไปกินได้ แต่ถ้าวัวตัวไหนที่เก่งก็มีเขาคู่โง้งสามารถใช้ ขวิดท้องเสือตรงจุดที่หนังบางที่สุดในตัวจนฉีกขาดไส้ทะลักออกมาตายได้ สองตัวนี่เป็นสัตว์ที่เป็นคู่อริกันขึ้นอยู่กับว่าเวลานั้นใครจะแข็งแรงกว่าใคร

อีทีนี้ในการเดินป่าฝ่าดงจะเที่ยวจูงวัวดุดุไปด้วยมันก็วุ่นวายต้องคอยหาข้าวหาน้ำใบหญ้าต่างๆให้กินแล้วก็ไม่แน่นักว่าถ้าเสืออาคมมันมาปรากฏตัววัวควายแบบปกติของเราสามารถรับมือกับมันได้ไหวไหม อาจจะได้กลิ่นสาบสางประหลาดแล้วพวกก็วิ่งเตลิดหนีไปดื้อๆก็ได้ มันก็ต้องใช้วัวอาคม อย่างที่เรียกกันว่าวัวธนูมาจัดการ

ศิลปะเสือ-สมิง 

วัวธนูทางเมืองเหนือใช้วิธีการเอาตอกไม้ไผ่มาสานเป็นงานศิลปะที่สวยงาม rustic หนักหนาบางที่สานเป็นตัวเลยบางที่สานเป็นแต่เฉพาะหน้าวัวก็มี บางทีก็ใช้วิธีปั้นเอาจากครั่งผสม ซึ่งเป็นยางข้นแข็งแดงก่ำของแมลงชนิดหนึ่งที่ชอบทำรังอยู่บนต้นฉำฉาจามจุรี มีความเหนียวหนึกดีใช้ปั้นง่าย

ในระยะหลังหลังมาก็มีการหล่อโลหะเกิดขึ้นก็เป็นวัวธนูแบบโลหะก็มีมาก ถ้าของหลวงพ่อเมืองวัดท่าแหน แล้วจะทรงเครื่องงามงด ส่วนที่เรียกกันว่าธนูนั้น พอเข้าใจว่าเวลาปฏิบัติงานมันจะพุ่งออกไปใส่เสือเหมือนกับธนูพุ่งจากแล่ง

ส่วนกรณีควายธนูก็เหมือนกันในทางฤทธิเดชก็แล้วแต่ว่าสำนักไหนจะนิยมใช้ควายหรือนิยมใช้วัว ทางปักษ์ใต้นั้นคนทำศิลปะควายธนูได้เข้มขลังมีฤทธิ์เดชฤาชา ก็คือพ่อท่านจันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ ที่เชียรใหญ่นครศรีธรรมราชท่านสร้างจากดินเหนียวผสมเอามาปั้นเป็นภาพนูนสูงบนฐานสี่เหลี่ยมกล่องไม้ขีด แล้วก็เอาเข้าเตาเผา แต่ที่น่าแปลกใจคือควายธนูของท่านจะมีตัวแค่ครึ่งเดียวไม่เป็นควายเต็มตัว หรือควายลอยตัว ตัวท่านบอกว่ามีแค่ครึ่งตัวก็พอแล้วไม่งั้นเต็มตัวจะมีอานุภาพทางจิตรุนแรงมากเกินไป

วัวธนูควายธนูจัดเปนเครื่องรางฝ่ายปกป้องคุ้มภัย ซึ่งในระยะหลังแม้ผู้คนไม่ได้เดินป่ากันแล้ว ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ ใช้พกติดตัวเดินทางไกลนอนในที่ที่ไม่คุ้นเคย เผื่อมีอะไรที่มองไม่เห็นและชั่วร้ายปักหลักอยู่แถวนั้นก็วัวธนูอาจช่วยขวิดไล่ได้ เพราะการคล้องพระทั่วไป พระท่านมักใจดีมีเมตตา เป็นมิตรไปหมดทั้งกับคนทั้งกับผี!

จึงต้องใช้เครื่องราง ซึ่งคำว่าเครื่องรางในที่นี้สะกดด้วย ร. เรือ ซึ่งทั้งที่จริงน่าจะสะกดด้วยล.ลิง เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องโชคลาง แต่ในความเป็นจริงแล้วในอดีตกาลนานมาเครื่องรางเขาเก็บเอาไว้ในรางโดยเฉพาะรางไม้ไผ่ไม่ได้เก็บปะปนกับวัตถุมงคลชนิดที่เป็นพระไว้บนหิ้ง และก็อาจจะมีการหล่อน้ำมันหล่อน้ำหอมไว้ในรางนั้นเพื่อเป็นเครื่องเซ่นเครื่องบูชาจึงเป็นที่มาของคำว่าเครื่องรางใช้ ร. เรือ

แวะพักบรรทัดนี้ เพื่อพอจะสรุปได้ว่า ไอ้ประดาเสือที่ว่าแน่ๆนั้น มันแพ้อยู่อย่างหนึ่งคือวัวโดยเฉพาะวัวธนู วัวพยนต์ ทางเมืองเหนือมีตำนานเกี่ยวกับวัวธนูและเสือเย็นว่า นานมาแล้วเขาว่ามีพระใหม่ออกธุดงค์รอนแรมไปกลางป่า (ปกติบวชไม่ถึง 5 ปีไม่ให้ออกธุดงค์) เกิดไปเจอวัดร้างเข้าแห่งหนึ่ง มีพระอยู่สองสามรูป พระเหล่านั้นดูไม่อาบน้ำสาบสาง จีวรคร่าคร่ำไม่เรียบร้อย ก้มหน้าไม่สบตากันและกัน ตกกลางคืน พระหนุ่มของเราเลยว่าต้องวางวัวธนูไว้นอกกลดเสียแล้วเพื่อกันภัย กลางดึกก็ได้ยินเสียงเสือร้องโฮก โอ้ก ต่อสู้กันกะวัว แต่เลิกผ้ากลดออกดูก็ไม่เห็นตัวผู้แสดงกิริยาในตอนนั้น แต่เมื่อสิ้นเสียงฟัดกัดไล่รุกรับ จึงพบว่ามีเสือผอมๆโดนขวิดไส้แตกไส้ไหลกันหมด 3 ตัว นอนแห้งแก๋อยู่ จึงได้รู้ว่าสมิงเสือเย็นมันแปลงมาเปนพระแก่ๆ และเสือที่ว่าแน่ๆมันจึงแพ้วัวด้วยประการฉะนี้ฯ ที่สำนักวัดดอนยายหอม นครไชยศรี มีกิตติคุณเกี่ยวด้วยวัววิเศษมาช้านาน เหรียญราคาแพงๆ ของวัดนี้ยังชื่อเหรียญหน้าวัว ไม่มีในสำนักอื่น

คุณหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม ท่านมีกำลังจิตกล้าแข็ง สยบวัวพยศต่างๆได้ ในทางอิทธิคุณวิเศษ ท่านเสกวัวพยนต์เฝ้าไร่นา ขวิดโจรมาลักข้าวบางทีท่านทำโคอุสุภราชตัวโตหน่อยลงพยนต์ไว้ให้คนบูชาเฝ้าเรือนเฝ้าบ้าน คราววัดโพรงตะแบก จะสร้างโบสถ์ท่านก็ทำเสกวัวพยนต์วัวธนูไปช่วยงาน เขาตอกโค้ดต่างๆที่พุงวัว แต่ของท่านเองไม่ได้ตอก ทำอยู่สองคราว มาบัดนี้รุ่นแรกทองแดง ราคาถึงสองหมื่นแล้วด้วยคน เจอประสพการณ์คุ้มภัยได้ผล รุ่นสองหล่อด้วยนวโลหะอาถรรพ์เข้มขลังออกสีเขียวก้านมะลิ ตามสูตรวัดดอนยายหอม เขียวปั้ดและเปนมันเงา กล้ามเนื้อสวยงามออกมัด ก้มหัวรอขวิดมันทั้งเสือทั้งของอัปมงคล

อีทีนี้ เขาก็ขยายผลกันต่อว่า ถ้าว่าปีนี้นักษัตรมันจัดเข้าปีเสือ ประดาหมอดูผู้รู้ก็ว่า มันแร็งส์นะปีนี้ เสือมันกัด เสือมันไฟ คนปีวอกนี่อันตรายมากชง 100% ปีขาลด้วยกันชง 50% ปีไหนๆก็อันตราย

ซึ่งหากว่าคนเราลงเชื่อทางนี้แล้วไซร้ มันต้องไปต่อที่ว่าหาของมาแก้เคล็ดดวงชะตา วัวธนูเล็กๆ ศิลปะสวยงามอย่างนี้ เอาเลี่ยมทองคำรัดเอวเสีย ทำพวงกุญแจรถยนต์ พกติดตัวไปไหนยามเดินทางด้วยเกวียนเหล็ก ก็อุ่นใจ ขวิดแม่มมันให้หมดเสือเสอ!!

ศิลปะเสือ-สมิง 

ส่วนอันที่ว่าคนเรา เกิดมาเป็นสัตว์ประเสริฐอยู่แล้วมันเรื่องอะไรจะไปเรียนวิชาเสือเพื่อจะแปลงตัวเป็นเสือได้ ชอบกล!

อันนี้ก็ขอตอบได้ว่าในราชการลับครั้งอดีตกาลนานมา ยังมีคำยังมีคำหนึ่งที่เรียกหน่วยสอดแนมต่างๆนี้ว่าพวกเสือหมอบแมวเซา หมายความว่าการจะเที่ยวลอบไปฟังข่าวการเคลื่อนทัพของฝ่ายพม่าข้าศึกต่างๆนั้นจะมาปลอมตัวไปเป็นคนเฉยๆมันง่ายไปพวกพม่าเขามาจับเอาได้ง่ายๆ ก็จะเสียลับ เสียหมดขบวนการ!

งานลับอย่างที่เรียกว่าอุปนิกขิตหรือสายลับนั้นเป็นคนละพวกกับเสือหมอบแมวเซาหมายความว่าสายลับมีหน้าที่เข้าไปในพื้นที่ของแดนศัตรูโดยจะปลอมตัวหรือไม่ก็แล้วแต่นอกจากหาข่าวแล้วเอาข่าวออกมา ก็จะทำการปล่อยข่าวบ่อนทำลายหลอกล่อให้ฉิบหายไปด้วย

แต่พวกเสือหมอบแมวเซาไม่ใช่อย่างนั้นจะทำเป็นนั่งนั่งนอนนอนอยู่ตามสถานที่ลึกลับต่างๆทั้งบ่อน ซ่อง เฝ้าตามแนวชายป่าตามหมู่บ้านต่างๆแล้วก็คอยดูความเคลื่อนไหวมากกว่าคอยสังเกตสังกา รอฟังข่าวหากว่ามีหน่วยสอดแนมเข้ามาหรือว่ารอว่ามีหน่วยหน้าของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาในพื้นที่เฝ้าระวังเสือที่หมอบอยู่หรือแมวที่ทำเป็นซึมเซาอำพรางนั้นก็จะกระดิกหูผึ่งซุ่มเงียบ อ่านสถานการณ์ ก็คอยจับตาดูความเป็นไปเคลื่อนไหวของชาวบ้าน

ไอ้ที่ใช้คำว่าเสือหมอบนี้เพราะพวกเล่นไสยศาสตร์ในแต่ครั้งโบราณเขาจะหาแปลงตัวเป็นเสือเดินเข้าป่าไปในราชการแบบนี้กัน พราง_ในพรางจึงเป็นที่มาว่าผู้ที่ชอบทำเรียนสำเร็จวิชาเสือ พอแปลงตัวเป็นเสือแล้วก็จะสั่งลูกศิษย์ลูกหาหรือคนสนิทไว้ว่าเมื่อครบกำหนดเวลาเสือกลับเข้ามาให้เอาไม้คานที่เอาไว้หาบของอ่ะตีเข้าไปที่ตัวอาคมก็จะคลายแปลงกลับมากลายเป็นคนปกติได้ ซึ่งตามนิทานต่างๆก็มักจะเกิดเรื่องว่าไม้คานหายบ้างหรือคนที่สั่งไว้ตายกะทันหันบ้างหรือเสือโผล่มาแล้วตกใจวิ่งหนีกันหมดบ้างทำให้ เสือแปลงไม่สามารถกลับมาเป็นมนุษย์ได้อีกตามปกติที่ตกลงกันไว้ก็เลยเตร็ดเตร่ไปทั่วร่อนเร่อยู่ในป่า เจอคนมานั่งห้างก็เข้าไปคุยเรียกหาทั้งสภาพเสือกลายว่าตกที่นั่งเสือสมิงถูกเขายิงถูกเขาฆ่า_น่าเศร้า

ศิลปะเหรียญทองคำรูปเสือนี้สร้างไว้สวยงามมากเป็นของพระเดชพระคุณหลวงพ่อสมชายวัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิคุณเหลือหลาย เชื่อกันว่าท่านอาจารย์สมชายสำเร็จวิชาเสือ ส่วนเสือที่เป็นรูปลอยตัวร่วมสมัยทำได้สวยงามน่ารักด้วยน่าเกรงขามด้วยก็คือเสือของหลวงพ่อมุม วัดนาสัก ที่จังหวัดชุมพรเรียกขานกันว่าพยัคฆ์ทักษิณราคาเล่นหาขยับตัวสูงขึ้นทุกวันเลย

ขอบคุณภาพสวยจาก @the_siam_arts_n_treasures, ชมรมฮักตั๋วเมืองล้านนา และ thaprachan.com