thansettakij
thansettakij
จากปาล์มสู่ทุเรียน เมื่อนโยบาย“หอคอย” กลายเป็นยาพิษต่อชาวสวน?

จากปาล์มสู่ทุเรียน เมื่อนโยบาย“หอคอย” กลายเป็นยาพิษต่อชาวสวน?

28 เม.ย. 69 | 23:30 น.

จากปาล์มสู่ทุเรียน เมื่อนโยบาย“หอคอย”กลายเป็นยาพิษต่อชาวสวน? : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...กาแฟขม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4196

KEY

POINTS

  • นโยบายภาครัฐที่แทรกแซงตลาดโดยขาดความเข้าใจ เช่น กรณีจำกัดการส่งออกน้ำมันปาล์ม ได้ส่งผลกระทบเชิงลบทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำและสร้างความเดือดร้อนให้ชาวสวน
  • โครงการล่าสุด "ทุเรียน Live Commerce" ที่ขายทุเรียนราคาถูก ลูกละ 100 บาท ถูกวิจารณ์ว่าอาจเป็นนโยบายที่ผิดพลาดซ้ำรอยเดิมและส่งผลเสียต่อชาวสวน
  • การกำหนดราคาขายที่ต่ำกว่าทุนโดยภาครัฐ เสี่ยงที่จะกลายเป็น "ราคาอ้างอิง" ให้พ่อค้าคนกลางใช้กดราคารับซื้อจากเกษตรกร และยังเป็นการด้อยค่าสินค้าเกษตรเกรดพรีเมียม

*** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4196 ระหว่างวันที่ 30 เม.ย.-2 พ.ค.2569 โดย...กาแฟขม

*** โลกป่วนไม่เลิกและมีท่าทียืดเยื้อยาวนาน แน่นอนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หลายสำนักวิเคราะห์ในทางเศรษฐกิจดำดิ่ง เติบโตกระจ้อยร่อย ซึ่งเศรษฐกิจไทยกระทบทั้งจากภายนอกและปัจจัยภายใน การบริหารในทางนโยบายรัฐบาลจึงสำคัญยิ่งในการนำทัพฝ่าวิกฤติไปให้ได้ โดยเฉพาะทีมบริหารนโยบายเศรษฐกิจ คลัง พาณิชย์ เกษตร อุตสาหกรรม คมนาคม พลังงาน แต่อาจไม่พอ ทั้งหมดทั้งปวงต้องพึ่งกลไกมหาดไทย ของ อนุทิน ชาญวีรกูล มท.1 จึงจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาให้ถึงราก ฉะนั้นมหาดไทยที่กุมกลไกท้องถิ่นทั้งระบบ มีข้อมูลทะเบียนราษฎร์ รู้จักชาวบ้านทุกครัวเรือน ต้องมีส่วนสำคัญในการเคลื่อนนโยบายรัฐลงไปปฎิบัติ ไม่ว่าจะออกชุดนโยบายแบบไหน

*** น่าเห็นใจที่สุดยามนี้หนีไม่พ้น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น่าเห็นใจในความพยายามในการแก้ปัญหา โดยมีความคาดหวังสูงในความเป็นมืออาชีพ นักการตลาดมือฉมัง ผู้ที่ก้าวจากโลกธุรกิจเทคโนโลยีชั้นสูง เข้าสู่โคลนตมของปัญหาเกษตรไทยที่ซับซ้อน มีความพยายามนำแนวคิดวิธีการใหม่ๆ ใส่เข้าไปในการบริหาร ผลักดันราคาให้เกษตรกรได้รับราคาสูงขึ้น แต่ความพยายามอาจย้อนทวนมาทิ่มแทงทั้งตัวศุภจี และ เกษตรกร ไปในทางตรงข้ามกับที่วาดหวัง

*** คงพอจำกันได้ ไม่กี่สัปดาห์ก่อน มาตรการ “ห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ” ที่หวังรักษาความมั่นคงทางพลังงาน และคุมราคาน้ำมันพืชในประเทศ กลับกลายเป็น “กับดัก” สังหารชาวสวนปาล์ม ราคาดิ่งจากกิโลกรัมละเกือบ 9 บาท เหลือเพียง 6 บาทเศษ กลไกตลาดโลกถูกตัดขาดด้วยคำสั่งจากหอคอย จนชาวสวนต้องบุกกระทรวงร้องระงับคำสั่ง แม้จะแถลงกันภายหลังว่า “ไม่มีนโยบายห้าม” แค่ส่งออกต้องมาขออนุญาต และมีการมาขออนุญาตแค่ไม่กี่ตัน แต่ตลาดรับรู้ไปอีกทาง แค่พูดด้วยปากไม่ถึงขั้นออกประกาศ ของพรรค์นี้ราคาก็ดำดิ่งแล้ว ไม่ลองพลิกดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในการห้ามแต่ละครั้งของกระทรวงพาณิชย์ กว่าจะเยียยวยาได้ใช้เวลานับเดือนปี

*** มาถึงวันนี้จากปาล์มน้ำมัน สู่ “ทุเรียน Live Commerce” หวังเป็นไม้เด็ดชิ้นใหม่ ใช้พลัง Live Commerce ดึงอินฟลูเอนเซอร์ตัวท็อป มาไลฟ์ขายทุเรียน “ลูกละ 100 บาท” เจตนาเพื่อระบายผลผลิตส่วนเกินที่คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 2 ล้านตันในปีนี้ ดูเป็นยุทธศาสตร์ที่ล้ำสมัย แต่ในโลกแห่งความจริง “ราคาโปรโมชัน” ที่ต่ำกว่าทุน กำลังกลายเป็น “ยาพิษ” ที่ฉีดเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่ของโครงสร้างตลาดหรือไม่

*** เมื่อภาครัฐลงมาเล่นบท “แม่ค้าออนไลน์” สนับสนุนราคาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ราคานี้จะกลายเป็น “ราคาอ้างอิง” ในใจผู้บริโภคทันที แล้วเกษตรกรที่แบกต้นทุนปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงที่พุ่งสูงจะยืนอยู่ตรงไหน ล้งและพ่อค้าคนกลางจะใช้ราคานี้ “กดหัว” ชาวสวนต่อไปเป็นทอดๆ หรือไม่ แน่นอนการไลฟ์สดอาจสร้างยอดขายหวือหวาชั่วข้ามวัน แต่อาจไม่ใช่การสร้าง “ระบบ” อย่างที่เกษตรกรต้องการ Cold Chain ที่แข็งแกร่ง ตลาดล่วงหน้าที่โปร่งใส และการแปรรูปที่ยั่งยืน ไม่ใช่อีเวนต์เรียกยอดไลค์

*** ทุเรียนลูกละร้อย มันมีขายมานานแล้ว ท่าน วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้ายใน แต่มันคือ “ลูกดอก” ขนาดแค่ 8 ขีด มีขายทั่วไปตามฤดูกาล แต่การประกาศทำทุเรียนไซส์มาตรฐาน 1.8 กิโลกรัมขึ้นไป ให้เหลือร้อยเดียว น่าจะเป็นการ “ชี้นำตลาด” กลับทิศอาจกลายเป็นส่งสัญญาณให้ “ล้ง” และ “พ่อค้าคนกลาง” ใช้เป็นบรรทัดฐานในการกดราคารับซื้อจากหน้าสวน ทั้งที่กลไกธรรมชาติมันมีจังหวะของมัน ต้นฤดูต้องแพง กลางฤดูลงมาหน่อย แล้วไปดีดขึ้นช่วงปลายฤดู และ ทุกวันนี้ชาวสวนเขาเริ่มตาสว่าง หันมาขายออนไลน์ เพื่อสลัดวงจรพ่อค้าคนกลาง มีกำไรพอเลี้ยงปากท้องบ้าง แต่นโยบาย “ทุเรียนประชานิยม” กำลังไปทุบตลาดออนไลน์ของเขาหรือไม่ ลองคิดดูถ้าทำราคาเหลือร้อยเดียว ใครจะไปซื้อออนไลน์จากสวนที่เขาต้องบวกค่าส่งและค่าดูแล และถ้าพ่อค้าคนกลางกว้านซื้อลูกละร้อยไปอัพราคาขายต่อ กระทรวงพาณิชย์จะไปคุมอะไร ได้ไหม หรือจะปล่อยให้กลไกมันพังทลายลงไป

                       จากปาล์มสู่ทุเรียน เมื่อนโยบาย“หอคอย” กลายเป็นยาพิษต่อชาวสวน?

*** เกษตรกรไม่ได้มองทุเรียนเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” ทั่วไป ที่เน้นระบายของให้ไวที่สุด และชาวสวนหลายคนมีความเข้าใจใน “มูลค่าเพิ่ม” และเกรดของสินค้าของเขา การทำตลาดแบบเหมาเข่งลูกละร้อย อาจด้อยค่าราชาผลไม้ไทย ที่อุตสาหกรรมพยายามยกระดับ เป็นสินค้าพรีเมียมมาหลายทศวรรษ ความปรารถนาดีในการวางแผนตลาดล่วงหน้า ทำตลาดล่วงหน้าเป็นความพยายามที่น่าชื่นชม แต่ข้อมูลประกอบฉากต้อง “รอบด้าน ตรง แน่น แม่น ไว” ถ้ามุมมองมัวๆ แล้วกระโดดเข้าใส่ อาจไปในทิศทางที่ไม่คาดหวัง คนรับผลพวงไม่คาดหวัง กลับไปที่เกษตรกรที่ตากแดดหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ที่ต้องลุ้นราคาจะดิ่งลงตาม LIVE ไปหรือไม่