
สงครามเขย่าเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ-เงินเฟ้อพุ่ง
สงครามเขย่าเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ-เงินเฟ้อพุ่ง : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...ว.เชิงดอย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4193
KEY
POINTS
- สภาพัฒน์ฯ เตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างรุนแรง
- มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง) โดยคาดการณ์ว่า GDP อาจเติบโตต่ำเหลือเพียง 0.2-1.4%
- ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้ง เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,193 ระหว่างวันที่ 19-22 เม.ย. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย
*** ในห้วงเวลาที่โลกหมุนเร็วกว่าเข็มนาฬิกา “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญกับ “แรงกระแทก” จากภายนอกที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาเตือนว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุช หากสถานการณ์ยืดเยื้อและขยายวงมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
*** สัญญาณเตือนจากสภาพัฒน์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเลขคาดการณ์จีดีพีลงเล็กน้อย หากแต่เป็นการ “ขีดเส้นใต้” ถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ที่ซ่อนอยู่ใต้พรมมานาน คำว่า “Stagflation” หรือ “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง” กลับมาเป็นคำที่ต้องหยิบมาปัดฝุ่นอีกครั้งในปี 2569 และครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข GDP ที่อาจเหลือเพียง 0.2-1.4% เท่านั้น แต่คือ “คุณภาพของการเติบโต” ที่กำลังถูกบีบจากสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่ง ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง อีกด้านหนึ่ง กำลังซื้อในประเทศกลับอ่อนแรงลงจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
*** เมื่อ “ราคาน้ำมัน” ขยับ ทุกอย่างขยับตาม ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าหน้าร้าน และเมื่อเงินเฟ้อกัดกินรายได้จริงของประชาชน ความต้องการซื้อก็ยิ่งหดตัว นี่คือ “วงจรบีบคั้น” ที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ยาก ในมุมของภาคธุรกิจ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงยอดขายที่ชะลอตัว แต่คือความไม่แน่นอนที่ทำให้การตัดสินใจลงทุนต้อง “ชะลอ” หรือ “ทบทวน” ใหม่
*** เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่า “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญ “Perfect Storm” จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ หนึ่ง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สอง ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และ สาม ข้อจำกัดเชิงนโยบายภายในประเทศ คำถามสำคัญคือ “รัฐควรทำอะไร” คำตอบจากสภาพัฒน์ค่อนข้างชัด ไม่ใช่เวลาของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห แต่เป็นช่วงเวลาของ “การประคองระบบ” มาตรการที่ตรงจุดจึงควรเน้นไปที่การลดภาระค่าครองชีพ, ดูแลราคาพลังงาน, และรักษากำลังซื้อของประชาชนเพราะในภาวะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักชะลอ การรักษา “แรงขับเคลื่อนขั้นต่ำ” ให้ยังเดินต่อได้ คือสิ่งจำเป็นที่สุด
*** อีกด้านหนึ่ง ภาคประชาชนเองก็ต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบริหารรายจ่าย การลดภาระหนี้ และ การเตรียมสภาพคล่อง กลายเป็น “สิ่งจำเป็น” ในยุคนี้ ภาคธุรกิจก็ต้องกลับมาทบทวนโมเดลการดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และ กระจายความเสี่ยง เพราะโลกหลังจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...
สิ่งที่น่าคิดคือ แม้สถานการณ์ “สงครามตะวันออกกลาง” จะเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ แต่ “ความพร้อมในการรับมือ” เป็นสิ่งที่เรากำหนดได้ วิกฤตครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงบททดสอบความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย แต่เป็นบททดสอบ “ความยืดหยุ่น” ของทั้งระบบ และเป็นบททดสอบ “รัฐบาลไทย” ในการรับมือกับวิกฤตที่อยู่นอกเหนือการควบคุม...
*** สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน ขอเชิญสมาชิกสมาคมทุกท่านเข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญสมาชิกสมาคมฯประจำปี 2569 ในวันอังคารที่ 5 พ.ค. 2569 เวลา 14:00-16:00 น. ณ Auditorium Lecture Hall ชั้น 4 สถาบันวิทยาการตลาดทุน โดยมีวาระที่น่าสนใจคือ วาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกสมาคมฯ ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2568 วาระที่ 4 คณะกรรมการแถลงบัญชีรายได้ ค่าใช้จ่าย และบัญชีงบดุล ประจำปี 2568 ที่ผ่านการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีแล้ว วาระที่ 5 พิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี ประจำปี 2569 พร้อมร่วมกิจกรรม ACMA Insights ครั้งที่ 1/ 2569 หัวข้อ: Geoeconomic Updates เวลา 16:30-18:00 น. โดยมีจุฬามณี ชาติสุวรรณ ที่ปรึกษารมว.ต่างประเทศ, อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผอ.ศูนย์จีนศึกษา จุฬาฯ เป็นวิทยากร และดำเนินรายการโดย เนวิน สินสิริ ที่ปรึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
*** ปิดท้าย...ขอแสดงความยินดีกับ “อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ” ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง “อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์” ต่อไปอีกวาระหนึ่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2569 ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา







